| 個人檔案Bowling相片部落格清單 | 說明 |
|
17/10/2008 Today, I got my first prop. wo hooooooooooooooooNot just only my first prop, it is also my first debt T_T 5/6/2006 น่าอ่านการที่เราจะคบหาหรือรู้จักใครสักคน
ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ควรท่องควรจำไว้อยู่เสมอก็คือ “คน” เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ อยู่ในนั้น อย่าตั้งใจกับคน 1 คนมากเกินไป เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว อย่าคาดหวังกับ คน 1 คนมากเกินไป เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่างที่ทุกคนอยากให้เป็น อย่าให้เวลากับคน 1 คนมากเกินไป เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลาของความเป็นส่วนตัว. .คนเดียว . อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน 1 คนมากเกินไป เพราะนั่นจะทำให้เค้าไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง อย่าควบคุมชีวิตคน 1 คนมากเกินไป เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัวเพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด อย่าบีบบังคับคน 1คนมากไปกว่านี้ เพราะถ้าคนๆนั้นหลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้ คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที เธอ. . . ลองมองดูฉันดีๆ ฉันมีลมหายใจ ไม่ใช่ภาพวาดที่จะสวยงามอยู่ตลอดเวลา ฉันเองก็เป็น “คน” เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 2 ด้าน. . . เช่นกัน ...อยากรู้จักใครสักคน ต้องหัดเรียนรู้ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง... จาก FWD Mail
24/5/2006 รักแบบไหน ที่ใจต้องการเพราะรักในแบบของใคร ก็เป็นแบบของมันไม่มีแบบแผนตายตัว
อย่าฝืนใจรัก ถ้ามันไม่ใช่ ไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะคบใครสักคนเพียงเพราะอยากจะมีใครสักคน อย่าเปลี่ยนตัวเองเพียงเพื่อให้เขามารัก เพราะจะทำได้ไม่นาน วันหนึ่งคุณจะรู้สึกเหนื่อยเพราะความรัก ที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง อย่าหลงในรสชาติของความรักเสียจนลืมชีวิตประจำวันของตัวเอง
หรือสูญเสียความเป็นส่วนตัว คนที่พร้อมจะอยู่กับคุณโดยที่คุณไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเลย คนที่พร้อมจะเดินหน้าเมื่อคุณเดินหน้า คนที่พร้อมจะถอยหลังไปกับคุณ คนที่ไม่ยอมให้คุณเดินตามหลัง ขอเพียงเดินเคียงข้างกัน คนที่ไม่บังคับให้คุณ ทำอะไรในแบบที่คุณไม่ชอบ คนที่ไว้ใจ ให้อภัย ให้โอกาส ซื่อสัตย์ และให้เกียรติคุณ ...นั่นแหล่ะ คือคนที่รักคุณจริง..... จงถนอมคนเหล่านี้ไว้ อย่าปล่อยให้เขาไปจากคุณ.. เพราะคุณจะเสียใจหากเขาเปลี่ยนไปหยิบยื่นความโชคดีที่ควรจะเป็นของคุณไปให้คนอื่น คนที่รักคนที่เปลือกนอกมีอยู่เยอะเหลือเกิน ชีวิตคนคนหนึ่งจะมีคนที่รักคุณจริงผ่านมาสักกี่คน
ใครที่บอกว่ารักคุณ แล้วพยายามจะเปลี่ยนคุณ ดึงคุณให้เดินตามทางของเขา เขาไม่ได้รักคุณจริงหรอก...เขารักตัวเอง จงเชื่อในพรหมลิขิต จงเชื่อในเหตุการณ์ที่นำพาความรักมาให้ อย่าบอกว่าไม่รัก ถ้าไม่สามารถสบตาเขาอย่างบริสุทธิ์ใจได้ อย่าบอกว่ารัก..ถ้าคุณไม่รู้สึกวูบวาบเวลาอยู่ใกล้ๆ อย่าบอกว่าไม่คิดถึง..ถ้าหัวใจไม่อาจลืม อย่าบอกว่าคิดถึง ถ้า เพิ่งจากกันไม่ถึง 1 นาที อย่าปล่อยให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราหลุดลอยไป ลองคุยกันมากขึ้น รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วยใจ จะทำให้เรารู้ว่าเราโชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้รู้จักความรัก อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งมีน้ำตา ทั้ง ๆ ที่อีกคนหนึ่งกำลังดีใจ อย่าปล่อยให้ใครอีกคนหนึ่งยิ้ม ทั้ง ๆ ที่อีกคนหนึ่งกำลังร้องไห้ อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งพูด ทั้ง ๆ ที่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการฟัง ความรักต้องมาจากความรู้สึกของคนสองคน.. อย่าให้ใครคนใดคนหนึ่งหยิบยื่น แต่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการ ความรักเป็นเพียงสายใยบาง ๆ ที่มันถูกหล่อหลอมขึ้นจากความรู้สึกต่าง ๆ
ทั้งความอาทร ห่วงใย ห่วงหา คิดถึง ความอดทนจะทำให้อุปสรรคต่าง ๆ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ความพยายามจะทำให้เราสองคนยังคงอยู่ ความไว้ใจจะทำให้ความรักของเราแข็งแกร่ง ความซื่อสัตย์จะทำให้ความรักของเรามั่นคง ความเสมอต้นเสมอปลายจะทำให้ความรักของเราสวยงาม และสุดท้ายความรักก็จะก่อตัวขึ้นเป็นความผูกพัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้สายใยบาง ๆ ของความรักกลายเป็นเชือกเส้นหนาที่ผูกคนสองคนไว้ด้วยกัน มันจะเป็นเชือกที่มัดเราไว้ด้วยกัน เป็นเชือกที่ทำให้เราไม่อึดอัด เราจะไม่ดิ้นรนที่จะพยายามหลุดออกจากเชือกเส้นนี้ เมื่อได้เจอความรักที่ดีแล้ว จงทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว อย่าปล่อยให้เขาโดดเดี่ยว อย่าปล่อยให้เขาเดียวดาย คิดถึงสิ่งดี ๆ ที่เราเคยมีกัน อย่าลืมวันแรก ๆ ที่เรารู้สึกกับคน ๆ นี้ เขาเป็นคนดีที่สุดแล้วสำหรับเรา พยายามรักษาเขาไว้ เพราะเมื่อเขาหลุดลอยไปแล้ว เราจะไม่สามารถเรียกความรู้สึกต่าง ๆ กลับมาได้อีก เหมือนเวลาที่ไม่สามารถย้อนเดินกลับ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะอดีตแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว อย่าทิ้งหัวใจของคุณไว้กับอดีต อย่าคิดว่าอดีตไม่มีวันหวนคืน อย่าคิดว่าไม่มีพรุ่งนี้ อย่าลืมบทเรียนของเมื่อวาน ทุกชีวิตยังมีความหวังอยู่เสมอ จงปล่อยให้ชีวิตดำเนินต่อไป.. วันหนึ่งถ้าชีวิตหวนคืนมาสู่ทางสายเก่า.. ที่เคยทำให้คุณมีความสุขระหว่างเดินทางในแต่ละก้าว.. จงอย่าเดินเลี่ยงมันไปอีก เพราะน้อยนักที่ถนนสายเดิมยังคงสภาพเดิมเพื่อรอให้คุณเดินย้อนกลับมา.. ลองเดินต่อไปสิ..บางทีคุณอาจจะเจอจุดหมายที่คุณค้นหามาตลอดชีวิต ในเส้นทางที่คุณเคยเดินเลี่ยงมันไปก็ได้... 16/5/2006 เรื่องน่าคิดการที่เราจะคบหาหรือรู้จักใครสักคน
ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ควรท่อง ควรจำไว้อยู่เสมอก็คือ “คน” เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ อยู่ในนั้น อย่าตั้งใจกับคน 1 คนมากเกินไป เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว อย่าคาดหวังกับ คน 1 คนมากเกินไป เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่าง ที่ทุกคนอยากให้เป็น อย่าให้เวลากับคน 1 คนมากเกินไป เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลาของความเป็นส่วนตัว. . . คนเดียว .... อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน 1 คนมากเกินไป เพราะนั่นจะทำให้เค้าไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง อย่าควบคุมชีวิตคน 1 คนมากเกินไป เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัว เพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด อย่าบีบบังคับคน 1 คนมากไปกว่านี้ เพราะถ้าคนๆนั้น หลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้ คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที เธอ. . . ลองมองดูฉันดีๆ ฉันมีลมหายใจ ไม่ใช่ภาพวาด ที่จะสวยงามอยู่ตลอดเวลา ฉันเองก็เป็น “คน” เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 2 ด้าน. . . เช่นกัน ...อยากรู้จักใครสักคน ต้องหัดเรียนรู้ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง...
Credit : Forward Mail 26/4/2006 คุณเคยมีความรักบ้างไหม !!!"เคยได้ยินไหมมีคนเคยบอกว่า รักครั้งแรกนั้นมักจะผิดหวัง แต่กับผมใช่ว่ารักครั้งแรกจะผิดหวังเสมอไป มีคนเคยบอกว่า ความรักมีอยู่ 3 แบบ
1. รักเพราะหลง 2. รักเพราะอ่อนไหว 3. รักเพราะเข้าใจ และยังมีคนบอกอีกว่า รักครั้งแรกส่วนมากจะเป็นรักเพราะหลง และมักจะไม่สมหวัง แต่สำหรับผมแล้ว รักครั้งแรกเป็นรักที่เป็นความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตของผม ผมชื่อ แทน เรียนปี 3 อยู่มหาลัยแห่งหนึ่ง ผมต้องทำงานไปเรียนไปเพราะพ่อแม่ผมเสียชีวิตโดยอุบัติเหตุเมื่อปีก่อน ตอนนี้ผมจึงเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ตั้งแต่พ่อแม่ผเสีย ผมก็เงียบมาตลอด ไม่ค่อยคุยกับเพื่อนคนไหนเลย ส่วนเธอ เธอชื่อ ซี .........ซีเป็นลูกคนรวย เรียนปี 3 เหมือนผม และคณะเดียวกับผม โดยความคิดของผมแล้วนั้นลูกคนรวยส่วนมากจะชอบทำตัวเว่อร์ แต่สำหรับซีแล้วเธอไม่ใช่ ซีเป็นคนเรียบร้อย ร่าเริง เรียนเก่ง แล้วยังเป็นที่รักของเพื่อนๆ ด้วย ซึ่งต่างกับผมราวฟ้ากับดิน ผมแอบมองซีมาตลอดตั้งแต่เข้ามาเรียนปี 1 และก็แอบชอบเธอมาตั้งแต่แรกพบ แต่ตอนนี้ผมคงไม่มีเวลาคิดเรื่องนั้นแล้ว ตั้งแต่พ่อแม่ผมเสีย ผมก้อไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับเพื่อนๆ เลย ดังนั้นผมจึงเลิกฝันถึงซีไปได้เลยครับ แต่แล้วเช้าวันนึง ผมเข้าเรียนคาบแรก อาจารย์สั่งให้ทุกคนนำงานที่สั่งมาส่ง ผมไม่รู้เรื่องเลยว่าอาจารย์สั่งงานตอนไหน สงสัยสั่งตอนที่ผมแอบหลับในห้องเรียนมั้ง ผมทำอะไรไม่ถูก "แทน" เสียงผู้หญิงเรียกชื่อผม ผมหันไปมอง ซีเป็นคนเรียก ซีพูดต่อว่า "ซีทำรายงานมาให้นะ เพราะซีรู้ว่าแทนคงไม่ได้ทำมาแน่น เพราะเมื่อวานแทนหลับในห้องเรียนตอนอาจารย์สั่งงานพอดี" พอพูดเสร็จซีก้อวางรายงานไว้บนโต๊ะ แล้วก้อเดินกลับไป หลังเลิกเรียน ผมเดินเข้าไปบอก ขอบคุณซี แต่ซีพูดกลับมาว่า "เปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นข้าวมื้อเที่ยงได้มั้ยค่ะ" ผมดีใจ ไม่คิดเลยว่าผมจะมีโอกาสได้นั่งกินข้าวกับซี ผมเลยตอบกลับไปว่า "ได้ครับ" และแล้วหลังจากนั้นเราก้อเดินไปกินข้าวที่โรงอาหารของมหาลัยด้วยกัน เธอดูเรียบร้อยมากเวลาทานข้าว พอทานเสร็จ ซีก้อพูดขึ้นมาว่า "ซีรู้นะ ว่าแทนไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่ค่อยมีเวลาทบทวนเรื่องที่เรียนไป เอาเป็นว่าถ้าเวลาแทนว่าง ซีจะช่วยติวให้แทนดีมั้ย " ความหวังดีจากหญิงคนนึงที่ผมเคยแอบมอง แอบชอบ มาตลอดนั้นมันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆครับ หลังจากวันนั้นมาผมกับซี ก็จะมานั่งติวหนังสือกันทุกวันๆ จนเราสนิดกันมากจนใครๆก็รู้ว่าเรานั้นเป็นแฟนกัน พอเรียนจบมหาลัย ผมก็มีบริษัทมารับเข้าทำงาน 2 บริษัท บริษัทแรกทำงานในกรุงเทพ ส่วนอีกบริษัททำงานที่ระยอง ผมปรึกษากับซีว่าจะเลือกบริษัทไหนดี ซีบอกว่า "ตามใจแทนเถอะ ชีวิตเป็นของแทนนะ" ผมได้ยินดังนั้น ผมก้อไม่ลังเลที่จะเลือกทำบริษัทที่ 2 เพราะค่าตอบแทนสูงกว่า ถึงผมจะต้องไปทำที่ระยอง แต่มันจะไกลแต่มันก็เป็นอนาคตที่ดีสำหรับผม ผมไปทำงานอยู่ที่ระยอง 1 อาทิตย์ ก็จะโทรหาซี 2 -3 ครั้ง 1 เดือนผมจะเข้ากรุงเทพ 1 - 2 ครั้ง เวลาผ่านไป 4 ปี ผมได้ย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพ เพื่อมารับงานในตำแหน่งผู้จัดการบัญชี พอผมมาถึงกรุงเทพ ทางบริษัทให้ผมลาพักร้อนได้ 1อาทิตย์ ผมจึงตัดสินใจชวนซีไปเที่ยวเป็นครั้งแรก ผมโทรเข้ามือถือซี ผมชวนเธอไปที่สวนสามพราน เพราะซีชอบดอกไม้ ซีตอบกลับมาว่า "จริงหรือแทน ซีไม่เคยไปไหนกับใครนอกจากพ่อและแม่เลย แทนจะพาซีไปวันไหนค่ะ" ผมบอกกลับไปว่า "พรุ่งนี้โอเคมั้ย พาไปเที่ยวเสร็จแล้วซีไปดูคอนโดเป็นเพื่อนแทนหน่อยนะ แทนจะซื้อคอนโดใกล้บ้านซี" ซีตอบมาว่า "ได้ค่ะ แล้วเจอกันนะค่ะ" เช้าวันรุ่งขึ้น ผมไปรับเธอที่บ้าน หลังจากนั้นผมก้อนั่งรถแท็กซี่ไปสวนสามพราน ระหว่างที่ดูดอกไม้นั้น ซีดูมีความสุขมาก ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสมือซี หลังจากที่คุยกันมานานถึง 6 ปี พอบ่ายผมก้อไปดูคอนโดที่อยู่ใกล้บ้านซีที่สุด แล้วก้อเซ็นสัญญาซื้อผ่อนทันที ตกเย็นซีชวนผมไปบ้านของเธอ ซีบอกว่า "คุณพ่อของซีอยากเจอแทนค่ะ เลยให้ซีชวนแทนมาทานข้าวที่บ้าน" ผมไม่ปฎิเสธครับ พอไปถึงบ้านนั่งลงที่โต๊ะ คุณพ่อของซีดูเป็นผู้ใหญ่มาก ท่านพูดขึ้นมาว่า "เธอเองหรือชื่อแทน แล้วซีเล่าให้พ่อฟังอยู่บ่อยๆ ซีบอกกับพ่อว่า เธอเป็นคนขยัน ว่าไง สนใจมาทำงานกับพ่อมั้ย มาทำที่บริษัทพ่อ" ผมอึ้งไม่คิดเลยว่าท่านจะพูดกับผมแบบนี้ ผมรู้สึกดีใจ ตอนนี้ผมรู้สึกเป็นส่วนนึงในชีวิตของซียังไงไม่รู้ครับ ผมตอบตกลงทันที หลังจากวันที่ผมไปบ้านซี 2 วัน ผมก้อเริ่มงานในบริษัทของพ่อซี ตำแหน่งที่ผมได้เข้ารับคือตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายบัญชี งานส่วนใหญ่จะใช้สมองซะมากกว่า หลังจากนั้นก้อว่าง วันนึงพ่อของซีก้อเดินมาที่โต๊ะทำงานผมแล้วก้อบอกว่า "แทนถ้าว่างก้อพาซีไปเที่ยวก้อได้นะ พ่อฝากดูแลซีด้วย" ผมตอบตกลงไป ผมและซีในเวลานี้มีความสุขที่สุด ผมมีเวลาให้ซีมากขึ้น แต่พอผมว่างมากขึ้น ผมก้อพูดกับซีว่า "ซี....แทนเบื่อแล้ว แทนอยากทำงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าแทนเบื่อซีนะ แทนจะรับงานตรวจสอบบัญชีจากบริษัทอื่นมาทำด้วยนะ ซีเห็นด้วยมั้ย ผมสังเกตุเห็นซีทำสีหน้าไม่ดีนัก แต่ซีก็ตอบผมมาว่า "ถ้ามันเป็นความต้องการของแทน ซีก้อเห็นด้วย" หลังจากวันนั้น ผมก้อรับงานจากบริษัทอื่นเข้ามาทำ เวลาว่างที่ผมเคยมีให้ซีก้อค่อยๆ หมดลงไป จนไม่มีเวลาให้ซีอีกต่อไป ตอนนี้ผมไม่คิดอะไร คิดเพียงว่าผมจะต้องพยายามทำงานให้มากเพื่อที่จะเทียบเท่าหรือใกล้เคียงซีมากขึ้น ตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลาที่ผมจะบอกว่ารักเธอ แต่ในใจแล้วผมรู้สึกได้อย่างไม่ต้องสงสัยแล้วว่าซีคือคนที่ผมอยากอยู่ด้วย ตั้งแต่วันที่พบซีแล้ว วันนี้เป็นวันเกิดของซี ผมทำงานจนลืมไปเลยว่าวันนี้วันเกิดของเธอแต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไร ต่อมาวันรุ่งขึ้นซีโทรมาหาผมแล้วพูดว่า "แทนไม่เคยลืมเลยนะ แต่ปีนี้แทนลืม เมื่อวานเป็นวันเกิดของซีนะ" แล้วเธอก้อร้องไห้ ในเวลานั้นผมเครียดเรื่องงานมาก ผมเลยพูดออกไปอย่างไม่คิดว่า "ไร้สาระน่ะซี แทนต้องทำงานนะ แทนไม่ว่างเหมือนซีนะ" เธอเงียบไปสักพักแล้วซีก้อพูด "ขอโทษนะแทน ซีไม่อยากทะเลาะกับแทน ซีอยากจะใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างมีความสุข โดยมีแทนอยู่เคียงข้างนะ" ผมโกรธที่เธอพูดแบบนี้มาก แต่เงียบไม่ต่อว่าอะไรเธอไป ซีพูดต่ออีกว่า "อีก 2 วันซีจะไปอเมริกากับแม่ ซีอยากให้แทนไปด้วย ซีขออนุญาตคุณพ่อแล้วนะ คุณพ่อบอกว่าให้แทนไปด้วยได้ แทนจะไปกับซีมั้ย" ผมตอบกลับไปว่า "ช่วงนี้งานยุ่ง ซีไปกับแม่ให้สนุกเถอะ" ผมพูดจบแล้วซีก้อวางหูไป ซีเดินทางไปอเมริกากับแม่ 1 เดือน ในเวลาระหว่าง 1 เดือนนี้ ผมไม่ได้ติดต่อกับซีเลย พอซีกลับมากรุงเทพ ผมก้อไม่ได้ไปรับ หลังจากกลับมาจากอเมริกา ผมกับซีก้อห่างเหินกันไม่ค่อยได้เจอกันเลย 1 เดือนจะได้เจอหน้ากันสัก 2 - 3 ครั้ง ไม่ได้โทรคุยกันเลย เพราะผมงานยุ่งมาก ผมทำงานที่บริษัทพ่อซีมา 3 ปีแล้ว ตอนนี้ผมคิดว่าผมพร้อมทุกอย่างแล้ว มีเงินพอที่จะซื้อบ้าน ซื้อรถ และทุกสิ่งทุกอย่างที่ซื้อได้ด้วยเงิน วันที่ 14 กุมภาพันธ์ผมจึงตัดสินใจที่จะขอซีแต่งงาน แล้วคืนก่อนวันที่ 14 ซีก้อโทรมาหาผมที่บ้าน "แทน ซีถามอะไรแทนหน่อยได้มั้ย" ผมตอบว่า "ได้สิ" ซีถามต่อ "แทนทำไมถึงขยันทำงานขนาดนี้ แทนขยันเพื่อใคร เพื่ออะไร" ผมไม่ตอบกับคำถามของซี แต่พูดกลับไปว่า "พรุ่งนี้แทนจะบอกซีนะ แทนจะตอบทุกคำถามของซีเลย พรุ่งนี้ซีไปสวนสามพรานกับแทนนะ" ซีตอบมาว่าได้ เช้าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ผมรีบไปที่เต้นท์โชว์รูมฮอนด้า ทำสัญญาออกรถป้ายแดง ออกมาแล้วก้อขับไปรับซีที่บ้าน ผมนึกว่าซีจะตกใจที่ผมขับรถไปรับเธอ แต่ไม่เลย เธอดูอ่อนเพลียเหมือนคนไม่สบาย หน้าซีด ตัวซีด ผมจึงถามซีว่า "ซี ซีเป็นอะไรหรอ ไว้วันหลังก้อได้นะซี" ซีตอบกลับมาว่า "วันนี้แหละ ซีอยากไปวันนี้" ก่อนขับรถออกจากบ้านซี ผมเห็นพ่อ และ แม่ของซียืนมองเราออกไปและดูเหมือนจะร้องไห้แต่ก้อไม่ได้คิดอะไร พอมาถึงสวนสามพราน ผมเดินจูงมือซีดูดอกไม้ เดินได้สักพักผมก้อพาซีมานั่งที ่ม้านั่งริมสระน้ำ ซีซบไหล่ผมแล้วพูดกลับผมว่า "แทน ซีรู้นะว่าแทนรักซี แต่ซีอยากให้แทนบอกซีเองจะได้มั้ย แทนบอกซีด้วยว่าแทนทำไมถึงขยันทำงานขนาดนี้ แทนขยันเพื่อใคร เพื่ออะไร"แล้วคราวนี้ผมก้อบอกเธอทุกอย่างว่า "ซี.........แทนรักซีนะ ทุกอย่างที่แทนขยัน แทนทำเพื่อซี แทนไม่อยากให้ซีโดนใครดูถูกว่ามาคบกับแทน แล้ววันนี้แทนมีพร้อมทุกอย่างแล้ว วันนี้แทนคิดว่าแทนใกล้เคียงพอที่จะขอซีแต่งงานแล้ว ซีแต่งงานกับแทนนะ" แล้วผมก้อหยิบแหวนแต่งงานที่แอบซื้อไว้ หมายจะสวมเข้าที่นิ้วของซี ผมจับมือของซีขึ้น เธอไม่ตอบสนองต่อสิ่งที่ผมทำ ผมจับตัวเธอเขย่า เธอไม่รู้สึกอะไรเลย ซีหมดสติไปแล้ว ผมจึงอุ้มร่างซีขับรถไปที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แล้วแล้วระหว่างนั้นผมก้อโทรบอกทุกคนที่เกี่ยวข้องกับซี มาถึงโรงพยาบาล หมอรีบพาซีเข้าห้องไอซียู ผมไม่รู้เรื่องอะไร เลยถามหมอว่าซีเป็นอะไร หมอก้อไม่ยอมบอก ตอนนั้นผมทำอะไรไม่ถูกเลย ไม่รู้ว่าซีเป็นอะไรไป และไม่นานพ่อกับแม่ซีก้อมาถึงโรงพยาบาล ผมถามแม่ซีว่าซีเป็นอะไร แม่ซีบอกกับผมว่า "ซีเป็นโรคหัวใจ เป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว" ผมอึ้งไปเลย ผมคิดในใจว่าทำไมผมมันโง่อย่างนี้ ผมไม่เคยรู้อะไรเลย ไม่เคยรู้ว่าซีเป็นโรคหัวใจ ผมนั่งภาวนาอยู่หน้าห้องไอซียูว่าขออย่าให้ซีเป็นอะไรเลย ถ้าซีหายผมจะแต่งงานกับเธอ จะไม่ทิ้งให้เธอเดียวดายอีกต่อไป ซีอยู่ในห้องไอซียูนานถึง 5 ชั่วโมง หมอก้อเดินออกมาจากห้อง ผมรีบวิ่งเข้าไปเขย่าตัวหมอแล้วถามว่า "ซีไม่เป็นไรใช่ไหมหมอ"หมอเงียบสักพักแล้วตอบว่า "ผมเสียใจด้วยนะครับ" ผมได้ยินคำนี้ถึงกับทรุดตัวลง แล้วก้อนั่งร้องไห้ออกมาผมนั้งอยู่อย่างนั้นทั้งคืน นั้งเป็นเพื่อนซี และก็พูด กับซีว่า ผมขอโทษ จนพ่อกับแม่มาพาผมกลับ หลังจากนั้นงานศพของซีของถูกจัดขึ้นท่ามกลางแขกหลายคน รวมทั้งเพื่อนของซีด้วย วันนี้เป็นวันสุดท้าย เป็นวันเผาศพ แม่ซีเดินเข้ามาหาผมแล้วก้อยื ่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้ผม แล้วพูดว่า "ของที่อยู่ข้างในเป็นของที่ซีเขียนจดหมายไว้ให้แม่ บอกให้แม่มอบให้แทน " ผมค่อยๆ แกะซองนั้นออกอย่างช้าๆน้ำตาผมไหลลงมาตลอด เมือปิดซองออกมาข้างในมีสมุดเล่มเล็กๆ กับม้วนวีดีโออยู่ หลังจากพีธีเผาศพเสร็จผมนั่งอยู่ด้านหน้า จนแขกในงานกลับไปกันหมด พ่อซีเดินเข้ามาหาผมแล้วพูดกับผมว่า "ซีรักแทนมากนะ" แล้วพ่อก้อเดินกลับไป ผมขับรถกลับมาคอนโด ด้วยรอยคล้ำใต้ตา ผมเดินไปหยิบม้วนวีดีโอเทปแล้วนำมันไปเปิด ผมเห็นซีในชุดสีขาวเหมือนชุดในโรงพยาบาลไม่มีผิด ซีพูดว่า "แทน.......ถ้าแทนได้ดูม้วนวีดีโอนี้แล้ว แสดงว่าซีไม่ได้อยู่แล้วนะ ตอนนี้ซีอยู่ที่โรงพยาบาลในอเมริกา แม่ซีพาซีมาหาหมอเพื่อที่จะผ่าตัดครั้งสุดท้าย ถ้าผ่าตัดครั้งนี้ไม่สำเร็จ หมอบอกว่าซีจะอยู่ได้อีกไม่ถึง 2 ปี แต่ซียอมเสี่ยง เพื่อที่จะได้อยู่กับแทนตลอดชีวิต ซีไม่โกรธแทนนะที่แทนไม่มาอเมริกากับซี แต่แทนอย่าโกรธซีนะที่ซีไม่ได้บอกว่าซีเป็นโรคหัวใจ ซีแค่ไม่อยากให้แทนกลุ้มใจ ซีเห็นแทนพยายามในสิ่งที่แทนต้องการ แค่นี้ซีก้อมีความสุขแล้ว ซีรู้นะว่าแทนพยายามทำเพื่อใคร แทนทำเพื่อซีใช่มั้ย ถ้าคิดไปเองก้อขอโทษนะ ซีอยากให้แทนรู้นะว่าซีรักแทนมาก มากที่สุดด้วย" สัญญาณภาพก้อหายไป น้ำตาขอผมออกมาชำระความโง่เขลาของตัวเอง ทำไมผมไม่เอะใจกับคำพูดของเธอที่ว่า "ขอโทษนะแทน ซีไม่อยากทะเลาะกับแทน ซีอยากจะใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างมีความสุข โดยมีแทนอยู่เคียงข้างนะ" ผมน่าจะรู้ว่าเธอไม่สบาย..ผมน่าจะไปอเมริกากับเธอ ผมนั่งคิดสักพัก แล้วก้อหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ในนั้นเขียนว่า "ถึงแทนที่ซีรัก อย่าโทษตัวเองนะที่ไม่มีเวลาให้ซี อย่าโทษตัวเองนะว่าผิด เรื่องนี้ไม่มีใครผิด และก้อไม่มีใครถูก ซีรักแทน แทนก้อรักซี ถึงเรา 2 คนจะไม่พูดแต่ซีก้อรู้สึกนะ ถึงซีจะไม่อยู่แล้ว แต่ซีก้อยังคงอยู่ในใจแทนนะ ซีรักแทนมาก มากเกินกว่าที่จะเขียนลงไปได้ ซีอยากจะบอกกับแทนว่ารักจากปากขอ งซีเอง แต่มันคงไม่มีเวลาแล้ว หลังจากที่ซีไปผ่าตัดแล้วผลออกมาล้มเหลว ซีก้อป่วยมาตลอด ซีไม่ได้โกรธแทนนะ แต่ซีไปหาแทนไม่ไหว ซีไม่อยากจะบอกให้แทนรู้ เพราะแทนกำลังตั้งใจกับงานที่ทำอยู่ สุดท้ายนี้ซีอยากจะบอกกับแทนว่า ซีขอโทษซีอยู่กับแทนได้แค่นี้ ระยะเวลา 9 ปีที่ซีอยู่กับแทน ถึงมันจะน้อยแต่ซีรู้สึกมีความสุขมากนะ ลาก่อนแทนที่ซีรัก" ผมอ่านจดหมายเสร็จ ผมก้อนั่งร้องไห้ และคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ตอนนี้ผมมีทุกอย่าง มีทุกสิ่งที่จะซื้อได้ด้วยเงิน แต่ผมกลับซื้อเวลาที่จะอยู่กับซีไม่ได้ แต่ถ้าผมซื้อเวลาคืนมาได้ 1 นาที ผมจะบอกว่าให้ซีรู้ว่า ผมรักเธอมากแค่ไหน 1 ชั่วโมง ผมจะรีบขับรถไปหาเธอแล้วบอกเธอว่า ขอโทษที่จำวันเกิดไม่ได้นะที่รัก 1 วัน ผมจะอยู่กับเธอในวันเกิดที่ผมลืม 1 เดือน ผมจะไปดูแลเธอที่อเมริกา และ 1 ปี ผมจะขอเธอแต่งงานและอยู่กับเธอ ถึงแม้จะเป็นเวลาแค่ 1 ปีก้อตาม ในชีวิตของคนๆ นึง จะมีสักครั้งมั้ยที่จะได้พบรักแท้ในรักครั้งแรก ชีวิตเราเกิดมาเพื่อใคร และเกิดมาทำไม อย่างน้อยชีวิตของผมที่เกิดมา ก้อได้รู้ว่าเกิดมาเพื่อใครและพยายามเพื่อใคร สำหรับรักครั้งแรกของผมนั้น ผมคิดว่าจะเป็นรักครั้งเดียวในชีวิตของผมที่ดีที่สุด ถึงแม้ผมจะไม่ได้บอกกับซีว่า ผมรักซี แต่ตอนนี้ผมจะบอกผ่านสายลมไปถึงซีว่า "ผมรักซีมาก รักตั้งแต่วันแรกที่เจอ ซีคือทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมีได้ในวันนี้ เพราะฉะนั้นผมจะไม่รักใครอีกนอกจากเธอ" ซีจากผมไป 1 ปี กับ อีก 4 วัน แต่เมื่อวานซีก้อยังทำให้ผมร้องไห้อีกจนได้ครับ เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อวานตอนเย ็น ผมกลับมาที่คอนโด เพื่อเปลี่ยนชุดไปงานเลี้ยงของบริษัทที่ผมทำงานอยู่ (หรือบริษัทของพ่อซี) ผมเลือกเสื้อสูทที่จะใส่ไปงาน ในขณะที่ผมเลือกอยู่ผมก้อเหลือบไปเห็นเสื้อสูทสีม่วงผ้ากำมะหยี ผมเลยนึกขึ้นได้ว่าเสื้อตัวนี้ซีเป็นคนซื้อให้ผมก่อนที่เธอจะไปรักษาตัวที่อเมริกา แต่ผมไม่เคยใส่มันเลย เพราะเคยลองใส่ดูแล้วมันดูเหมือนนักสนุ๊กเกอร์ อย่างไรไม่รู้ ผมเลยไม่ชอบ แต่วันนี้ผมคิดถึงซีมาก ผมเลยหยิบสูทตัวนี้ขึ้นมาใส่ พอใส่เสร็จ ผมมีความรู้สึกว่ามีของอยู่ในกระเป๋า ผมจึงล้วงลงไปหยิบและเอามันขึ้นมา จึงรู้ว่ามันเป็นเทปคาสเซ็ทม้วนหนึ่ง ด้วยความอยากรู้ว่ามันเป็นเพลงอะไร ผมจึงตรงไปที่เครื่องเสียงแล้วเปิดมัน เสียงแรกที่ผมได้ยินเป็นเสียงของซี เธออัดเสียงของเธอลงในเทป ต่อไปนี้จะเป็นคำพูดที่เธอพูดในเทปนะครับ "สวัสดีค่ะ แทน นั่นแน่ แทนได้ฟังเทปแล้ว แสดงว่าแทนแพ้พนันซีแล้วนะ เพราะแทนบอกว่าจะไม่มีวันใส่สูทตัวนี้ (เธอหัวเราะเบาๆ) ในที่สุดแทนก้อใส่สูทตัวนี้จนได้เฮ้อ (เธอถอนหายใจ) ตอนนี้เราจากกันนานหรือยังนะ ขอโทษที่ซีพูดอย่างนี้นะ เพราะซีคิดว่าแทนคงได้ฟังเทปนี้ตอนที่ซีไม่ได้อยู่กับแทนแล้ว แทนคิดถึงซีมั้ย คงคิดถึงล่ะสิ แทนอยากรู้มั้ยว่าตอนนี้ซีอยู่ที่ไหน ถ้าอยากรู้ทำตามที่ซีบอกนะ แทนเปลี่ยนเทปไปฟังที่ต้นหน้า B นะค่ะ" แล้วเสียงซีก้อเงียบลง ผมจึงรีบกรอไปที่ต้นหน้า B แล้วเปิดฟัง "แทนค่ะ แทนทำตามที่ซีบอกนะค่ะ แทนหลับตาลงนะ" แล้วผมก้อได้ยินเสียงคลื่น แล้วก้อมีเสียงเธอพูดขึ้นว่า "แทน ซีว่าเปลือกหอยอันนี้สวยจังเลยนะค่ะ" แล้วเธอก้อพูดขึ้นมาว่า "รู้มั้ยว่าตอนนี้เราอยู่กันที่ไหน" ผมตอบกับตัวเองว่าทำไมจะจำไม่ได้ เพราะเสียงที่ผมได้ยินนั้น มันมาจากม้วนวีดีโอที่เราไปถ่ายตอนไปเที่ยวที่พัทยา แล้วเทปที่มีเสียงของซีก้อยังคงเล่นต่อไป ซีเปิดวีดีโอ มีเสียงที่อยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ผมกับเธอไปเที่ยวกัน เสียงของเธอในเทปก้อพูดขึ้นมาว่า "ตอนนี้แทนรู้ยังค่ะว่า ซีอยู่ที่ไหน ซีอยู่ในใจแทนนะ เวลาที่แทนคิดถึงซี แทนก้อเปิดวีดีโอ หรือรูปถ่ายของเราดูก้อได้นะ และวันนี้ซีก้อจะรักษาสัญญากับแทนอีกเรื่องหนึ่งนะค่ะ แทนจำได้มั้ย แทนเคยร้องเพลงให้ซีฟัง ซียังจำได้นะ แต่จำชื่อไม่ได้ว่าเพลงอะไร แต่จำเนื้อร้องได้ท่อนนึงนะ ท่อนที่ว่า....เส้นทางชีวิตของฉัน ถึงแม้ว่ามันไม่โรยด้วยกลีบดอกไม้ แต่มันเป็นทางที่ฉันเลือกเดินด้วยหัวใจ เส้นทางชีวิตสายนี้จะขอพิสูจน์ด้วยแรงและกำลังใจ.....และอะไรต่อจำไม่ได้แล้วค่ะ ร้องได้แค่นี้ค่ะ พอแทนร้องเสร็จ แทนก้อบอกให้ซีร้องให้ฟังบ้าง แต่ซีไม่ได้ร้อง แทนเลยโกรธ แต่วันนี้ซีจะร้องให้ฟังนะ แทนฟังให้ดีนะ ซีอาจจะร้องไม่เพราะเท่าไรนะค่ะ ซีจะฝากบทเพลงนี้ไว้แทนใจนะ เมื่อไรที่แทนเหงาแทนจงฟัง เพราะมันจะเป็นบทเพลงสุดท้ายไว้แทนใจ เพราะตอนนี้เราคงต้องห่างไกลกันนะ ซีร้องแล้วนะ (แล้วเธอก้อร้องเพลง) วันคืนที่เนิ่นนาน อาจผ่านชีวิตคน อาจเปลี่ยนใจคนให้เวียนหมุนไป ทำเราจากกันนาน ไม่เคยโทษใคร มันเป็นเงื่อนไขของกาลเวลา วันวานของเรา แม้มันไม่คืนกลับมา แต่อยากจะบอกให้เธอรู้ว่า ฉันยังห่วงใย ใจก้อยังคิดถึงเธอ เหมือนแต่ก่อนเป็นมาเสมอ แม้ว่าเธอจากฉันไป ฉันยังเฝ้าดู และอยากจะรู้ความเป็นไป เพราะว่าฉันรักเธอดั่งเดิม เดิม ถึงจะนาน นานเท่าไร ฉันขอพอใจขอเป็นอย่างเดิม ไม่ต้องการจะทนเห็นเธอต้องเหนื่อย ไม่ต้องการจะทนเห็นเธอลำบาก ได้แต่คอยเอาใจช่วยเธอทุกอย่าง อยากให้เธอมีโลกที่สวยงาม รักเธอเสมอ......ยังไงซีก้อร ักแทนนะค่ะ สุดท้ายยย (เสียงของเธอผมรู้สึกได้เลยครับว่าเธอกำลังร้องไห้ เพราะเสียงของเธอสะอื้น) ซีอยากจะบอกแทนว่า แทนอย่าปิดกั้นตัวเองเพราะซีนะค่ะ ซีอยากให้แทนเจอคนดีดี อย่าจบชีวิตตัวเองโดยไม่ใคร แทนเป็นคนดี แทนต้องได้เจอคนดีดี ซีเชื่อว่าต้องเป็นเช่นนั้น ซีจะไม่โกรธถ้าแทนจะมีใครสักคน แต่ซีจะโกรธถ้าแทนปิดกั้นชีวิตเพราะซี แทนค่ะ แทนอย่าทำให้ซีต้องเป็นห่วงนะค่ะ แทนสัญญากับซีนะค่ะ ว่าจะไม่ปิดกั้นตัวเอง ถึงซีจะไม่ได้ยิน ซีจะเงียบให้แทนพูดนะค่ะ" .ไม่มีเสียงจากเทปครับ ผมก้อเลยพูดออกไปตามอารมณ์ "แทนสัญญา" ผมก้อนึกว่าเทปคงหมดหน้าแล้วจึงเอื้อมไปปิด ผมถึงกลับสะดุ้งและขนลุกทันทีที่ได้ยินเสียงของซีออกมาจากเทปแล้วพูดว่า "ขอบคุณนะค่ะ ถึงซีจะไม่ได้ยินแต่ซีเชื่อว่าแทนคงจะรักษาสัญญากับซีนะค่ะ ว้าเทปหมดแล้วนะค่ะ ซีรักแทนนะค่ะ................." ช่วงเวลาที่ผมได้ยินคำขอบคุณจากเธอ ผมยังรู้สึกว่าเธอยังอยู่ข้างๆ ผมเลย ผมคิดถึงเธอมาก ผมนั่งคิดว่าทำไมซีถึงเข้มแข็งได้ขนาดนี้ ผมนั่งร้องไห้ไปตั้งแต่ได้ยินเสียงคลื่นจากทะเลของวีดีโอแล้ว แต่เธอเพิ่งมาร้องไห้ตอนร้องเพลงให้ผมฟัง ทำไมเธอถึงพูดได้ขนาดนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองจะต้องตาย ทำไมเธอไม่เคยบ่นว่าทรมานให้ผมฟัง แล้วทำไมเธอยังเป็นห่วงชีวิตผมอีก แล้วอย่างนี้ผมจะลืมเธอได้มั้ย ผมจะเจอคนที่เป็นห่วงและรักผมได้อย่างนี้อีกมั้ย แต่อย่างน้อยผมก้อยังรู้สึกได้ว่าเธอไม่ได้จากผมไปไหนไกล แต่เธอยังอยู่กับผมใกล้ๆ ในใจผมเสมอ และแล้วผมก้อไปไม่ทันกล่าวพิธีเปิดงานเลี้ยงจนได้ พ่อของซีโกรธใหญ่เลย ท่านถามผมว่าไปทำอะไรมา ผมแอบอมยิ้มแล้วตอบกับท่านว่า "ผมนั่งฟังคนที่ผมรักพูดอยู่ครับ" พ่อซีได้ยินเท่านั้นแหละทำหน้างงเป็นไก่ตาแตกไปเลยครับ " สายลมพัดไปแล้วไม่หวนมา เหมือนกับชีวิตคนตายไปแล้วก้อไม่ฟื้นขึ้นมา ขึ้นอยู่กับว่าโลกสำหรับคนที่ตายนั้นมันเป็นอีกโลกนึง แต่โลกสำหรับคนที่อยู่นั้นมันเป็นโลกแห่งความจริง อย่ายึดติดกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน และอย่าปิดกั้นในสิ่งที่เรียกว่ารักแท้ แต่จงยึดมั่นและเก็บความรู้สึกที่ดีไว้ให้กับรักแท้จะดีกว่า มีพบก้อมีจากมันเป็นธรรมดา but Tan forget me not. Because C will alive in your heart." นั่นคือจดหมายฉบับสุดท้ายที่ซีเขียนให้ผมและแนบไว้ในกล่องใส่เทปคลาสเซ็ท เอามาจาก Forward mail 21/4/2006 เพื่อนสนิท คือ........ ... เพื่อนสนิท
... ก็คือ เพื่อนธรรมดาๆคนนึง ที่ดันสนิทกันมากกว่าเพื่อนธรรมดาๆทั่วๆไป ... ซึ่งมันก็ต้องมีอะไรหลายๆอย่าง ที่คล้ายๆกับเรามากกว่าเพื่อนคนอื่น ... ถึงจะมาสนิทกันได้ ... บางที อาจไม่ใช่นิสัย ... บางที อาจไม่ใช่หน้าตา ... บางที อาจไม่ใช่ฐานะ ... บางที อาจไม่ใช่ระดับความรู้ ... แต่มันอาจจะมีอะไรบางอย่าง ที่ต้องเป็น มั น ค น นี้ เ ท่ า นั้ น ที่ มี . . ... บางครั้ง ... เราก็ไม่ไป ที่ที่เราอยากไป ... เพียงเพราะว่า มันไม่ไปด้วย ... บางครั้ง ... นั่งเงียบอยู่ได้ตั้งนาน แต่แค่เห็นหน้ามัน ... น้ำตาที่กลั้นไว้แทบตาย กลับทะลักออกมาได้จนหมด ... บางครั้ง ... ถ้ามีเสียงหัวเราะของมันด้วย ... เราจะหัวเราะได้ดังกว่านี้ ... บางครั้ง ...ร้อยคำปลอบใจของใครก็ไม่รู้ ... ยังอุ่นใจไม่เท่ามือมันที่แค่ตบเบาๆที่หัวไหล่ บอกเป็นนัยๆว่า กรูอยู่ตรงนี้ ... ... ชอบคำๆนึงที่บอกว่า . . . . . เ ร า ไ ม่ ไ ด้ เ ป็ น แ ค่ เ พื่ อ น . . . . . แ ต่ เ ร า เ ป็ น ตั้ ง เ พื่ อ น ต่ า ง ห า ก . . ...เพราะเพื่อนมีความสำคัญมากๆ ... มากจนบางคนแยกไม่ออก เอาไปเปรียบเทียบกะแฟน ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ... ทั้งๆที่มันคนละเรื่องกันเลย ... แต่เมื่อเวลาที่เราอยู่ในห้วงของความรัก ... เพื่อน ... จะกลายเป็นส่วนเกินของโลกส่วนตัวเราทันที ... ไอ่เพื่อนสนิทผม มันคงจะชินแล้ว ... ที่เวลาผมมีรักทีไร ผมก็จะห่างๆมันไปทุกที ... เวลาที่จะกลับมานึกถึงมันได้อีกที ... ก็ตอนอกหักนู่นแหละ ... ก็เคยคิดเหมือนกันนะ ... ถ้าเราเป็นมัน จะรู้สึกยังไง ... คงจะประมาณว่า ... "แม่ง ... พอมีแฟนก็ลืมเพื่อน" ... นี่ กะกรูไม่เคยช่วยห่ าไรเลย ทีกะแฟนแมร่งแทบถวายหัว" ... "ต้องเลิกกะแฟนก่อนถึงจะจำเบอร์โทรกรูได้ใช่ไหม สราดดด" ... คิดๆดูแล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ... เพราะเวลาที่กำลังมีความสุขในห้วงของความรัก ... ก็แทบไม่ได้จะไปเที่ยวไหนกับมันเลย ...นานๆถึงจะได้คุยกันที ... แต่พอผิดหวัง พอเจ็บตัวขึ้นมา ... นาทีนั้นอยากกดโทรศัพท์ไปหามันก่อน ... อยากให้มันรับโทรศัพท์ก่อน ... ซึ่งบางทีมันนอนไปแล้วผมก็จะไล่มันกลับไปนอน ... ไม่ต้องตื่นขึ้นมาฟังเรื่องราวใดๆทั้งนั้น ... ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แค่มันรับโทรศัพท์ ก็พอแล้ว ... แบบนี้ละมั้งที่เค้าว่า ... 'เพื่อน คือคนที่สามารถนั่งอยู่ด้วยกันโดยไม่พูดอะไรสักคำ' ... 'แต่ลุกจากกันไปได้เหมือนคุยกันไปนับล้านคำ' ... 'เพื่อน' ... 'คือคนที่เมื่อเราสุข เราไม่เห็นมันอยู่ในสายตา' . . . 'แ ต่ เ ป็ น ค น ไ ม่ มี วั น ป ล่ อ ย ใ ห้ เ ร า ล้ ม ลง ไ ม่ ว่ า เ ร า จ ะ ไ ป เ จ็ บ ม าจ า ก ไ ห น . . . ได้มาจาก Forward mail 20/4/2006 รัก...ไม่มีแบบแผนตายตัวรัก...ไม่มีแบบแผนตายตัว
ของศาสตราจารย์เจริญ วรรธณสิน อย่าฝืนใจรัก ถ้ามันไม่ใช่...ก็ไม่มีประโยชน์ ที่จะคบใครสักคนเพียงเพราะอยากจะมีใครสักคน อย่าเปลี่ยนตัวเองเพียงเพื่อให้เขามารัก เพราะจะทำได้ไม่นาน วันหนึ่งคุณจะรู้สึกเหนื่อยเพราะความรักที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง อย่าหลงในรสชาติของความรักเสียจนลืมชีวิตประจำวันของตัวเอง หรือสูญเสียความเป็นส่วนตัว คนที่พร้อมจะอยู่กับคุณ โดยที่คุณไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเลย คนที่พร้อมจะเดินหน้าเมื่อคุณเดินหน้า คนที่พร้อมจะถอยหลังไปกับคุณ คนที่ไม่ยอมให้คุณเดินตามหลัง...ขอเพียงเดินเคียงข้างกัน คนที่ไม่บังคับให้คุณทำอะไรในแบบที่คุณไม่ชอบ คนที่ไว้ใจ ให้อภัย ให้โอกาส ซื่อสัตย์และให้เกียรติคุณ ...นั่นแหละ คือคนที่รักคุณจริง... จงถนอมคนเหล่านี้ไว้ อย่าปล่อยให้เขาไปจากคุณ เพราะคุณจะเสียใจ หากเขาเปลี่ยนไปหยิบยื่นความโชคดี ที่ควรจะเป็นของคุณไปให้คนอื่น คนที่รักคนที่เปลือกนอกมีอยู่เยอะเหลือเกิน ชีวิตคนคนหนึ่ง จะมีคนที่รักคุณจริงผ่านมาสักกี่คน ใครที่บอกว่ารักคุณ แล้วพยายามเปลี่ยนคุณ ดึงคุณให้เดินตามทางของเขา เขาไม่ได้รักคุณจริงหรอก...เขารักตัวเอง จงเชื่อในพรหมลิขิต จงเชื่อในเหตุการณ์ที่นำพาความรักมาให้ อย่าบอกว่าไม่รัก ถ้าไม่สามารถสบตาเขาอย่างบริสุทธิ์ใจได้ อย่าบอกว่ารัก ถ้าคุณไม่รู้สึกวูบวาบเวลาอยู่ใกล้ ๆ อย่าบอกว่าไม่คิดถึง ถ้าหัวใจไม่อาจลืม อย่าบอกว่าคิดถึง ถ้าเพิ่งจากกันไม่ถึง 1 นาที อย่าปล่อยให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราหลุดลอยไป ลองคุยกันมากขึ้น รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วยใจ จะทำให้เรารู้ว่าเราโชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้รู้จักความรัก อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งมีน้ำตา ทั้งๆ ที่อีกคนหนึ่งกำลังร้องไห้ อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งพูด ทั้งๆ ที่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการฟัง ความรักต้องมาจากความรู้สึกของคนสองคน อย่าให้ใครคนใดคนหนึ่งหยิบยื่น แต่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการ ความรักเป็นเพียงสายใยบาง ๆ ที่มันถูกหล่อหลอมขึ้นจากความรู้สึกต่าง ๆ ทั้งความอาทร ห่วงใย ห่วงหา คิดถึง ความอดทนจะทำให้อุปสรรคต่าง ๆ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ความพยายามจะทำให้เราสองคนยังอยู่ ความไว้ใจจะทำให้ความรักของเรามั่นคง ความเสมอต้น...และเสมอปลาย จะทำให้ความรักของเราสวยงาม และสุดท้ายความรัก ก็จะก่อตัวขึ้นเป็นความผูกพัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้สายใยบาง ๆ ของความรัก กลายเป็นเชือกเส้นหนาที่ผูกคนสองคนไว้ด้วยกัน มันจะเป็นเชือกที่มัดเราไว้ด้วยกัน เป็นเชือกที่ทำให้เราไม่อึดอัด และเราจะไม่ดิ้นรน... ที่จะพยายามหลุดออกจากเชือกเส้นนี้ เมื่อได้เจอความรักที่ดีแล้ว จงทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว อย่าปล่อยให้เขาโดดเดี่ยว อย่าปล่อยให้เขาเดียวดาย คิดถึงสิ่งดี ๆ ที่เราเคยมีกัน อย่าลืมวันแรก ๆ ที่เรารู้สึกกับคน ๆ นี้ เขาเป็นคนที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเรา พยายามรักษาเขาไว้ เพราะเมื่อเขาหลุดลอยไปแล้ว เราจะไม่สามารถเรียกความรู้สึกต่าง ๆ กลับมาได้อีก เหมือนเวลาที่ไม่สามารถย้อนเดินกลับ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะอดีตแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว อย่าทิ้งหัวใจของคุณไว้กับอดีต อย่าคิดว่าอดีตไม่มีวันหวนคืน อย่าคิดว่าไม่มีพรุ่งนี้ อย่าลืมบทเรียนของเมื่อวาน ทุกชีวิตยังมีความหวังอยู่เสมอ จงปล่อยให้ชีวิตดำเนินต่อไป... วันหนึ่งถ้าชีวิตหวนคืนมาสู่ทางสายเก่า.. ที่เคยทำให้คุณมีความสุข ระหว่างเดินทางในแต่ละก้าว.. จงอย่าเดินเลี่ยงมันไปอีก เพราะน้อยนักที่ถนนสายเดิมยังคงสภาพ เพื่อรอให้คุณเดินย้อนกลับมา... ลองเดินต่อไปสิ.. บางทีคุณอาจจะเจอจุดหมายที่คุณค้นหามาตลอดชีวิต ในเส้นทางที่คุณเคยเดินเลี่ยงมันไปก็ได้... ได้มาจาก Forward mail 19/4/2006 Salty Coffee, What a lovely story!He met her at a party. She was so outstanding. Many guys were after her, while he was so normal, nobody paid attention to him. At the end of the party, he invited her to have coffee with him. She was surprised, but out of politeness, she agreed. They sat in a nice coffee shop. He was too nervous to say anything. She felt uncomfortable. She thought, "Please, let me go home." Suddenly he asked the waiter, "Would you please give me some salt? I'd like to put it in my coffee." Everybody stared at him, so strange! His face turned red, but, still, he put the salt in his coffee and drank it. "Why do you have this hobby?", curiously asked she. He replied, "When I was a little boy, I lived near the sea. I liked playing in the sea. I could feel the taste of the sea, salty and bite, just like the taste of the salty coffee. Now every time I have the salty coffee, I will think of my childhood, think of my hometown. I miss my hometown so much. I miss my parents who are still living there. Saying that, tears filled his eyes. She was deeply touched. That's his true feelings, from the bottom of his heart. A man who can tell about his homesickness must be a man who loves home, cares for his home, and has responsibility of home. Then she also started to talk, talked about her far away hometown, her childhood, her family. That was a really nice talk, also a beautiful beginning of their story. They continue to date. She found out that he was a man who meets all her demands: he was tolerant, kind-hearted, warm, careful. He was such a good guy, but she almost missed him! Thanks to his salty coffee! Then the story was just like every beautiful love story: the princess married the prince and they lived a happy life. And every time she made coffee for him, she put some salt in the coffee because she knew that's the way he liked it. After 40 years, he passed away and left her a letter which said: My dearest, please forgive me, forgive my whole life lie. This was the only lie I said to you - the salty coffee. Remember the first time we dated? I was so nervous at that time. Actually I wanted some sugar, but I said salt. It's hard for me to change so I just went ahead. I never thought that could be the start of our communication! I tried to tell you the truth many times in my life, but I was too afraid to do that. I have promised not to lie to you for anything. Now I'm dying. I am afraid of nothing so I tell you the truth: I don't like the salty coffee. What a strange bad taste, but I have the salty coffee for my whole life since I knew you. I never feel sorry for anything I do for you. Having you with me is my biggest happiness for my whole life. If I can live for the second time, I still want to know you and have you as my wife, even though I have to drink the salty coffee again. Her tears made the letter totally wet. One day, someone asked her, "What does salty coffee taste like?" "It's sweet," replied she " รอ หรือไม่รอดี "(สำหรับคนที่กำลังอดทนรออยู่นะ)"รอ" คือ ความอดทนชนิดหนึ่ง
บางคนทนเหนื่อย ทนทุกข์ ทนเจ็บได้สารพัด แต่ ทนรอไม่ไหว ทั้งๆ ที่รอ.............มันซ่อนความสุขบางอย่างไว้เหมือนกัน เมื่อตัดสินใจรอ มันยังมีอะไรให้ลุ้น .......คือ......เธอเลือกกับเธอไม่เลือก แล้วก็หวังไว้เล็กๆ ว่า เธอคงเลือกน่ะ.. ๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑ ความสุขกับความหวังที่ทำให้คนบางคนสามารถรอได้น้านนาน ๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑ ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ รอหรือไม่รอเลยไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลา ...........แต่มันขึ้นอยู่กับว่า...... เรายังมีความสุขกับการรอมั๊ย.....ทุกคนมีสิทธิเลือก อย่าให้เขาเลือกอยู่ฝ่ายเดียว แล้วรอว่าเธอจะตัดสินใจยังไง เราก็สามารถเลือกว่าฉันจะอยู่ตรงนี้ หรือ หยุดกับการรอให้เธอเลือกเสียที +++++++++ มีนิทานอยู่เรื่องหนึ่ง.....+++++++++++ เจ้าหญิงสูงศักดิ์อยู่บนหอคอย.....วันหนึ่งมีทหารยามตําต้อยมาหลงรัก เฝ้าชะเง้อรอความรัก เจ้าหญิงเฉยๆ แต่ก็ให้โอกาสตัวเอง และนายทหารหนุ่ม โดยบอกไปว่า "เอาอย่างนี้ ถ้ารักฉันจริง จงรอคอยอยู่ที่เบื้องล่างให้ครบ 100 วัน 100 คืน ฉันจะรักเธอ....." ทหารยามก็รับคำท้า ............................เวลาเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ทหารมุ่งมั่นกับสิ่งที่หวัง...... นานวัน.....เจ้าหญิงเริ่มเห็นความอดทน ทหารผู้ต่ำต้อย แต่ยอมทนแดดทนฝนเพื่อรอคอยความรักของเรา ก็ชักนึกรักขึ้นมาติดหมัด เหลืออีกแค่วันเดียว เจ้าหญิงก็โล่งใจ.........ฉันจะได้รักเธอให้สมค่ากับการรอคอยสักที พอคืนที่ 99 อยู่ๆ ทหารผู้นั้นก็ลุกขึ้น แล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆ......เพราะคิดว่า ต่อให้ครบ 100 วัน เจ้าหญิงคงไม่รักผู้ชายต่ำต้อยอย่างเขาหรอก (เลข 99 เลขมงคลของไทย เลยไม่มงคลสักนิดสำหรับเจ้าหญิง) เจ้าหญิงทรงเศร้าโศก เสียใจ ร้องห่มร้องไห้ ดูเหมือนจะเศร้ากว่านายทหารอีก ++++++++++++นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า......นิทานเรื่องหนึ่งมีอะไรสอนใจเยอะเหมือนกัน+++++++ ทุกคนมีสิทธิเลือกด้วยกันทุกคน..........เวลาเปลี่ยน อะไรๆก็เปลี่ยนได้ ถ้ารู้ว่ามีความสุขกับเรื่องอะไร อย่าเสียเวลาที่จะฉวยความสุขนั้นไว้ อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจทหารบางคน (ฮือ ฮือ....จากเจ้าหญิงงบนหอคอย) ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ ......................................... รอ หรือ ไม่รอดี ??????????????? เขา........บอกให้เรารอหรือเปล่า หรือเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย หรือเขาบอกแล้วว่าอย่ารอเลย ++++ ที่สำคัญ ถ้ารอแล้วผลที่ออกมา ไม่สมกับการรอคอย รับไหวรึเปล่า ????? และยอมรับมั๊ยว่า ไม่ใช่ความผิดของเขา เพราะเราเลือกที่จะรอเอง ................ถ้าพยักหน้าให้กับทุกคำถามแล้ว คงยังรอได้อีกหลายปี อย่าลืมเช็คความรู้สึกของตัวเอง........รักในวันแรก กับรักที่ไม่ได้รับการตอบสนองเลย ในการขึ้นสู่ขวบปีที่ 5 มันรู้สึกพร่องลงไปบ้างหรือเปล่า เหมือนทหารที่หมดหวังตั้งแต่ต้น แล้วก็ยอมรับทำใจไปเรื่อยๆ จนแข็งแรงที่จะเดินจากไปในวันหนึ่ง....... แม้สมหวังกับการรอคอย..........แต่มันอาจจะไม่มีความสุขเท่าที่คิดแล้วก็ได้ เพราของที่เราอยากได้แล้วได้ตอนนั้นเลย.......มันอิ่มใจมากกว่า ของที่อยากได้เมื่อนานมาแล้ว .................จนไม่รู้ว่าตอนนี้ ยังอยากได้มากเหมือนเดิมหรือเปล่า อาหารที่กินตอนอิ่ม อาจไม่อร่อยเท่าอาหารที่กินตอนหิว ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ ........................ตกลงตอบกันๆ ได้รึยัง ??????? ควรรอไม่ควรรอ...........เอาเป็นว่า อยากรอหรือไม่อยากรอดีกว่า ควร กับ อยาก..........................ให้ถามตัวเองว่า ทำอะไรเพราะ ควร ผลที่ได้อาจจะเสียใจเหมือนโดนบังคับ ทำเพราะ "อยาก" อย่างน้อยก็สมหวังตั้งแต่เริ่ม เพราะได้ทำสิ่งที่อยากแล้ว ++++++++(((ต่างคน ต่างไม่มีใคร........ถ้าเราใช่ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย คงไม่ต้องรอถึง 100 วัน 100 คืน แต่ถ้ายังไงก็ไม่ใช่..........ทหารก็คงต้องเดินจากไปอยู่ดี แม้เจ้าหญิงจะต้องร้องไห้ ยืนยันว่ายังรออยู่บนหอคอยก็ตามที )))+++++++++++ จาก Forward Mail
3/4/2006 น้ำเน่าโคตรๆ1.good night คนดี ขอให้นอนหลับฝันดี คืนนี้จะไปเข้าฝัน 2.พี่ไปส่งมั้ย น้องต้องเดินอีกไกลนะ กว่าจะพ้นใจพี่ 3.เรื่องเนี้ยะ เริ่มต้นด้วยร้าย แต่ลงท้ายด้วยรักนะจ๊ะ 4.ไข่พะโล้หนะ สีดำ แต่คนทำอะ หัวใจสีชมพู 5.ติดกาแฟ เลิกได้ ติดบุหรี่ เลิกได้ แต่ติดใจเธอ เลิกไม่ได้จริงๆ 6.มีใจแค่1ดวง ครึ่งแรกบอกว่า คิดถึง อีกครึ่งหนึ่ง บอกว่า รัก 7.ที่หายหน้าไป ไม่ใช่ไม่รัก แต่หมอให้พัก ลดน้ำตาล ในหัวใจจ๊ะ 8.ฉันเกิดมา อาภัพ ต้องอยู่แบบ หลบๆซ่อนๆ ก็ซ่อนใน หัวใจเธองัย 9.หัวใจไม่ว่าง เหมือนเดิม เพราะมีเธอ มาเพิ่มเติม ในใจ 10.อยากรู้มั้ย ฉันรักใคร ส่องกระจกสิ จะได้คำตอบ 11.ยังตัดสินใจไม่ได้ใช่ไหม เอางี้โยนหัวก้อยกัน ถ้าออกหัว เธอมาเป็นแฟนฉัน ถ้าออกก้อย ฉันจะยอม เป็นแฟนเธอ 12.อยากจะเขียนคำว่ารักตัวเท่าบ้าน คงต้องหากระดานแผ่นใหญ่ๆ อันสมุดเล่มนี้มันเล็กไป คงต้องเอา หัวใจมาเขียนแทน 13.ไม่ได้คิดถึงเธอทุกนาที แต่คิดถึงเธอตลอดที่มีลมหายใจ 14.ถ้าพรุ่งนี้ผมตายไปก็คงไม่แปลก เพราะชีวิตผมที่เกิดมา มีหน้าที่เพียงแค่มาพบคุณในวันนี้เท่านั้นเอง 15.ผมมันคนใจแคบ ในนั้นเลยมีที่ว่างพอสำหรับคุณเพียงคนเดียว 16.เป็นการยากที่จะเข้าใจในคำว่ารัก แต่ยากยิ่งนักหากจะรักอย่างเข้าใจ 17.ผมมันเป็นคนไม่มีหัวใจ ก็เพราะหัวใจของผมนั้นดันไปอยู่ที่คุณ 18.ความรักของเราเหมือนเส้นขนาน แม้จะไม่มีวันมาบรรจบกัน แต่ก็จะเคียงคู่กันตลอดไป 19.ถึงผมจะเป็นคนหลายใจ แต่ในทุก ๆ หัวใจก็มีแต่เธอ 20.โทรศัพท์มือถือยิ่งโทรยิ่งกินเงิน แต่โทรหาคุณยิ่งโทรยิ่งกินใจ 21.ผมขอถามทางคุณหน่อยได้ไหมครับ? ทางไปหัวใจคุณ 22.ช่วยกดลิฟท์ให้หน่อยครับ? ผมจะไป ชั้น..รักเธอ 23.คุณได้ยินเสียงอะไรมั๊ยครับ....เสียงหัวใจผมมันบอกว่ารักเธอ 24.เอ่อ..ไม่ทราบว่าเราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนรึป่าวครับ อ๋อ คงจะเป็นในฝันของผม 25.ทำไมวันนี้ท้องฟ้าไม่สวยเหมือนทุกวัน คงเป็นเพราะคุณสินะ 26.ผมชักอึกอัดแล้วสิ ก็คุณเล่นเข้ามาเบียดอยู่ในใจผมตลอดเวลาเลย 27.เดินดีๆนะครับ...ระวังจะสะดุดรักผม 28.ตั้งแต่ผมได้รู้จักกับคุณ ทำให้ผมได้เจออะไรบางอย่าง เจอละไม ใจละเมอ 29.เผอิญผมมันพวกคนใจแคบหนะครับ ในนั้นเลยมีที่ว่างให้คุณได้เพียงคนเดียว 30.ความรักของผมกับคุณเหมือนเส้นขนาน แม้มันอาจจะไม่มีวันมาบรรจบกัน แต่มันจะเคียงคู่กันตลอดไป 31.ถึงผมจะเป็นคนหลายใจ แต่ในทุกๆหัวใจก็มีแต่คุณ 32.ผมทำให้คุณได้ทุกอย่าง ยกเว้นแค่เหาะขึ้นไปบนฟ้า กับการไม่รักคุณ 33.ผมมันเป็นคนไม่มีหัวใจ... เพราะผมเอาให้คุณไปแล้ว ตั้งแต่วันที่เราพบกัน 34.เมื่อคืนที่บ้านไฟดับ แต่ผมไม่ต้องใช้ไฟฉาย หรือเทียนเลยครับ เพราะแค่นึกถึงคุณ โลกของผมก็ สว่าง ไสวไปหมดแล้ว 35.ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของผม.... คุณไปอยู่ไหนมาครับ? 36.ผมยอมอายุสั้นลงไป 1 ปี... แลกกับการคุยกับคุณ 1 นาที 37.ผมไม่หวังอะไร ขอแค่ได้เห็นหน้าคุณ ถึงต้องอายุสั้น ตายไปต่อหน้าคุณ ผมก็ยอม 38.รู้ตัวไหม ว่าคุณคือผู้หญิงคนแรก ที่เห็นแล้วผมนึกอยากปลูกต้นรัก 39.คุณทำให้ขาผมแพลง เพราะตกหลุมรักคุณไม่เป็นท่า 40.ไม่สบายไป x-ray หัวใจมา หมอบอกว่าข้างในหัวใจมีแต่เธอ 41.ร้อนจัง อาบน้ำ ก็ยังไม่หาย นอนไม่หลับกระสับกระส่าย ก็ยังไม่หายคิดถึงเธอ 42.โทษครับ กี่โมงแล้วครับ วันเวลาของผม มันหยุดไปหมดเมื่อพบคุณ 43.ถ้าคิดถึงคุณ..แล้วต้องเสียตังค์ครั้งละบาท ผมคงหมดเนื้อหมดตัวภายในวันเดียว 44.คุณท่าทางจะมีโชคนะ ผมเป็นหมอดู ดูดวงจากเบอร์โทรศัพท์ บอกเบอร์มาสิครับ ผมจะทายให้ 45.ผมคงต้องไปรับลอตเตอรี่มาขายซะแล้ว เพราะความรักของคุณมันทำให้ผมตาบอด 46.ถ้าเธอเป็นโคลน ฉันจะยอมเป็นควาย จะได้จมปลักรักเธอตลอดไป... 47.เวลาเห็นหน้าคุณทีไร ผมมักจะเป็นโรคชักทุกทีเลยอะ...ชักใจอ่อน ... สุดท้าย อ่านกันจบก้อต้องเล่นมุกนี้เลย .. "น้ำเน่า" .. ถึงน้ำจะเน่า .. ก้อยังเห็นเงาจันทร์ นะคร้าบบบบบ 22/3/2006 ผู้หญิงนับ 0 ผู้ชายนับ 10 ความอดทนของเรามันไม่เท่ากันผู้ชายนับ - 10.
ผมเกือบเดินกลับเข้าออฟฟิศแล้วสิ ถ้าไม่เห็นเธอเดินเข้ามา นางฟ้าของผมวันนี้เธอใส่เสื้อสีขาว กระโปรงสีชมพู เธอดูน่ารักเหมือนตุ๊กตาญี่ปุ่นแก้มแดงๆ ผมเดินเสไปเสมาหาอะไรกินอีกหน่อย ทั้งๆ ที่อิ่มจะแย่แล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อเฝ้ามองนางฟ้าเวลาพักเที่ยงของผม อยากรู้จักเธอจัง ทำไงดีหว่า ผู้หญิงนับ - 0. ฉันสังเกตเห็นเขาตั้งหลายวันแล้วละ คนอะไรก็ไม่รู้ กินเส้นเล็กน้ำเนื้อเปื่อยได้ทุกวัน ไม่รู้จักเบื่อมั่งเลย หน้าตาเขาตลกดีนะ นี่ถ้าเขาจะสร้างหนังโดราเอมอนเดอะมูฟวี่ ฉันคงจะอี-เมล์ไปบอกผู้กำกับให้มาเชิญพี่แกไปเล่นเป็นโนบิตะ ผู้ชายนับ - 9. วันนี้ผมตัดสินใจจะแอบตามเธอไปดูว่าเธอทำงานที่ไหน เพราะเธอไม่ใช่พนักงานบริษัทเดียวกับผม แต่ที่แน่ กว่าเธอจะลงมากินข้าวก็เกือบบ่าย และกว่าจะกลับก็จวนบ่ายสอง แต่ที่ทำงานเธอคงอยู่แถวนี้แหละ ผู้หญิงนับ -1. พี่กุ้งชี้หมอนั่นให้ฉันดูแล้วหัวเราะคิกคัก อีตาโนบิตะนั่นเอง! เขาทำเป็นเดินโทรศัพท์ตามพวกเรามาห่างๆ สงสัยพี่แกจะแอบชอบใครสักคนในกลุ่มเราแน่ๆ เลย (สงสัยจะเป็นพี่กุ้งแฮะ ก็เธอสวยออกซะงั้น) เอ..เอาเข้าจริงๆ อีตานี่มองจากมุมเฉียงๆ ก็ดูดีเหมือนกันนะ ผู้ชายนับ - 8. เธอทำงานแถวนี้จริงๆ ด้วย เธอทำงานอยู่ในสถานทูตแห่งหนึ่งในหลายๆ แห่งแถวนั้น แต่เป็นหน่วยงานย่อยเกี่ยวกับวัฒนธรรมและความร่วมมือ และเป็นโรงเรียนสอนภาษาไปในตัวด้วย โรงเรียนสอนภาษาเหรอ... เออเข้าท่า ผู้หญิงนับ - 2. อีตาโนบิตะถ้าจะเอาจริงแฮะ! วันนี้บุกมาถึงที่เลย มาหยิบโบรชัวร์อะไรให้วุ่นเลย อยากรู้เหมือนกันแฮะว่าแกจะมาจีบใคร ผู้ชายนับ - 7. พักเที่ยง ผมยังไม่ไปกินข้าว แต่เดินมานั่งกินกาแฟอยู่ที่ Cafe ของสถานทูต รอนางฟ้าเสด็จลงมาเสวยภักษาหาร หัวใจผมเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ... ที่นี่เขาใช้กาแฟพันธุ์อะไรมาชงเนี่ย เมื่อเธอลงมา คราวนี้ผมจะต้องชวนเธอคุยให้ได้ ผู้หญิงนับ -3. “นี่ พี่กุ้ง อีตาโนบิตะมารอพี่แหนะ นั่งกินกาแฟอยู่ที่คาเฟ่ด้วย” “จริงง่ะ! เขาสมัครเรียนอะไรหรือเปล่าอ่ะ..หนิง” “ไม่หรอกพี่ เขามารอพี่อ่ะแหละ สงสัยวันนี้พี่กุ้งไม่ได้กินข้าวกะพวกหนูแล้วละ” “บ้า เหลวไหล!!!” ผู้ชายนับ - 6. “คุณครับ ทำงานที่นี่ใช่หรือเปล่าครับ” ผมเดินเข้าไปถามเธอ “ผมสนใจจะเรียนภาษาฝรั่งเศสครับ แต่มีคอร์สไหนสำหรับคนที่ไม่รู้อะไรเลยอย่างผมมั่งไหมครับ” ผู้หญิงนับ -4. อีตาโนบิตะเขาเข้ามาคุยกับฉัน เขาถามฉัน!!! เขามารอฉันหรอกเหรอเนี่ย แล้วอย่างงี้ ทุกวันที่เขามอง...ก้อ.... หวาย ผู้ชายนับ - 5. วันนี้เธอน่ารักเป็นพิเศษขึ้นอีกหลายเท่า แก้มงี้แดงน่ารักเชียว เธอบอกให้เพื่อคนอื่นไปทานข้าวกันก่อน ส่วนเธอยอมเข้ามาคุยกับผมใน Cafe และแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับการเรียนให้ฟัง ผู้หญิงนับ -5. พี่กุ้งน่ะสิ ทำขยิบหูขยิบตาให้ฉันคุยกับเขา จะบ้าเหรอ แต่ก่อนที่ฉันจะทันตอบอะไรได้ พี่กุ้งก็ชิงบอกว่า “อ๋อ ยินดีค่ะ มีอะไรก็ปรึกษาน้องหนิงได้นะคะ น้องเขาดูแลเรื่องนี้อยู่พอดีค่ะ” ผู้ชาย - ผู้หญิง “คุณ...เคยเรียนภาษาฝรั่งเศสมาบ้างหรือเปล่าคะ” “ไม่เคยครับ เอ้อ...ผมชื่อเอกครับ...” “หนิงค่ะ” “หนิงทำงานที่นี่นานหรือยังครับ หนิงจบเอกภาษานี้มาเหรอครับ” “ค่ะ หนิงเพิ่งจบได้ปีเดียวเอง” “ขอผมเลี้ยงข้าวนะครับ หนิงอุตส่าห์คุยกับผมตั้งนาน อดไปกินข้าวกับเพื่อนเลย” “อุ๊ย อย่าเลยค่ะ ในนี้แพงออก ไว้คราวหน้าดีกว่าค่ะ” คราวหน้า!!! คราวหน้า ได้ยินกันไหมครับ ท่านผู้ฟัง เข้าทางผมเลย บ้า!!! ฉันพลาดไปได้ไงอ้ะ “อ้อ...ก้อ เอ้อ มีค่ะ ... 0 1 6 1 5...” ให้เบอร์เค้าไปทำไมอ่า... แง้ๆๆๆๆ ฉันจิกกระดาษทิชชูในมือจนเละเป็นปุยเหมือนปลาดุกฟู ผู้ชายนับ - 4. ผมคุยกับน้องหนิง (เธออ่อนกว่าผมสี่ปี) สองสามคืนติดต่อกัน คืนละหลายๆ ชั่วโมง ตอนกลางวันก็ไปนั่งกินข้าวด้วยกัน แต่ก็ได้แค่นั้นเองง่ะ... พอจวนบ่ายสองก็แยกย้ายกันไปทำงานเคยลองชวนไปดูหนังเธอก็บอกไม่อยากดู ตอนเย็นก็ต้องรีบกลับบ้าน ไปนั่งที่ไหนต่อก็ไม่ได้ สงสัย เดี๋ยวกลับบ้านช้าแม่จะดุละมั้ง ผู้หญิงนับ - 6. พี่ๆ ล้อว่าฉันเป็นแฟนอีตาโนบิตะ เอ้ย! พี่เอก ไม่ใช่ซะหน่อย ก็แค่เพื่อนคนนึง ทำงานอยู่ใกล้ๆ กัน ตอนกลางวันต่างคนต่างก็ต้องกินข้าวอยู่แล้ว ให้เขากินด้วยอีกคนจะเป็นอะไรไป แต่พี่เอกเค้าคุยสนุกดีเหมือนกันนะ ฟังเขาคุยทีเพลินเลย บางทีนึกว่าคุยแป๊บเดียว ที่ไหนได้ ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืน ผู้ชายนับ - 3. น้องหนิงน่ารักจริงๆ และเธอเป็นนางฟ้าจริงๆ เธอช่างมองโลกในแง่ดี สวยงาม และใสสะอาด เสียจนผมละอาย... ผมเริ่มได้คิดว่า ผมเหมาะกับเธอหรือเปล่า ผมสามารถใช้ชีวิตแบบเธอได้ไหม การเลี้ยงดูของเรามันต่างกันเหลือเกิน เธอไม่เคยพบกับความยากลำบากและสิ่งอันชั่วร้ายอะไรในโลกเลย... ถ้าเธอเป็นนางฟ้าจริงๆ ส่วนผมน่ะเหรอ เรียกว่าคนเดินดินยังยากเลย เธอเรียนจบจากโรงเรียนสตรีชื่อดัง จบมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีชื่อเสียง และเข้าทำงานกับสถานทูต ส่วนผมน่ะเหรอ... อย่าให้เล่าเลยคุณ ยาว ผู้หญิงนับ - 7. พี่เอกนี่มีอะไรมากมายกว่าที่ฉันคิดแฮะ พี่เขาผ่านอะไรต่ออะไรในชีวิตมามากมายกว่าที่จะนึกถึง เขาไม่เหมือนใครที่ฉันรู้จักเลย เขาเริ่มต้นจากเด็กเกเรคนหนึ่ง ลองมาหมดแล้วอะไรแสบๆ ทั้งหลาย เหล้า ยา การพนัน เคยเข้าบ้านเมตตาก็เคย แต่แล้วเขาก็สามารถตั้งใจเรียนจนจบทั้งการศึกษานอกโรงเรียน และเรียนมหาวิทยาลัยเปิดจนจบด้วยตัวเองตลอด และทำงานในบริษัทใหญ่ขนาดนี้ได้ในตำแหน่งและเงินเดือนที่ไม่น้อยทีเดียว ฉันทึ่งในชีวิตของพี่เขาเหลือเกิน ผู้ชายนับ - 2. วันนี้ตอนเช้า ผมซื้อดอกไม้ให้เธอ... เพราะรู้ว่าเธอจะมีแจกันใบเล็กๆ ใส่ดอกกุหลาบน่ารักๆ เอาไว้บนโต๊ะทำงานเสมอ แต่เธอรับไปแล้วก็ไม่ว่าอะไรสักคำ... ตอนเที่ยง ผมไปหาเธอที่ห้องทำงานตามปกติ ดอกไม้บนโต๊ะทำงานเป็นดอกเดียวกับที่ผมเห็นเมื่อวาน.... เธอไม่ได้เอาดอกไม้ที่ผมให้มาปักแจกันหรือนี่... สงสัยดอกไม้ถูกๆ ช่อเล็กๆ ซื้อที่สถานีรถไฟฟ้าแบบนี้ มันคงจะไม่ถูกใจเธอละมั้ง ผู้หญิงนับ - 8. พี่เขาให้ช่อดอกไม้เล็กๆ กับฉันละ... มันน่ารักจนฉนพูดอะไรไม่ออกเลย แม้แต่คำว่าขอบคุณ สงสัยฉันต้องรีบไปหาซื้อซิลิก้าเจลมาเก็บดอกไม้นี่เสียแล้วสิ... ไม่อยากให้มันเหี่ยวไปเลย ผู้ชายนับ - 1. ผมพยายามที่จะยอมรับความจริง ว่าผมกับเธอนั้นแตกต่างกันแค่ไหน... นางฟ้าก็มีไว้สำหรับคนบนฟ้า...ผมคิด ผมพยายามทำงานให้หนักขึ้น กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงเหมือนเดิม และคุยกับเธอให้น้อยลง (หรือถ้าให้ถูก เธอเองก็ไม่ค่อยโทรหาผมสักเท่าไรแล้วช่วงนี้) ผมจะจำเธอไว้ในฐานะความทรงจำที่สวยงามแล้วกัน ผู้หญิงนับ - 9. เพื่อนฉันที่ทำงานบริษัทเดียวกับพี่เอกบอกว่า ช่วงนี้พี่เขาทำงานหนักมาก... บางวันสี่ทุ่มก็ไม่ยอมกลับบ้าน มาถึงก็ก่อนแปดโมง ฉันก็เหงานะ แต่เราก็ชอบที่พี่เขาเป็นอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ ผู้ชายที่มีพลังและความรับผิดชอบ ที่พุ่งไปข้างหน้าตลอดเวลา สิ่งที่ฉันทำได้ ก็คือให้เขาทำสิ่งที่เขาตั้งใจนั้นอย่างเต็มที่โดยไม่ขัดขวางหรือแง่งอน... ถึงจะไม่ได้คุยกับพี่เขาบ้าง แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกนะ... ไว้ถ้าพี่เขาว่างๆ คราวนี้ถ้าจะชวนไปดูหนังหรือกินข้าวเย็นบ้าง ฉันจะไปละนะ ผู้ชายนับ - 0. ผมทำงานจนเกือบบ่ายสองแล้วนึกได้ว่าลืมกินข้าว “พี่เอกคะ ทานข้าวมั่งป่ะเนี่ย” น้องออย เด็กฝึกงานมาถามผมด้วยความเป็นห่วง “ออยไปซื้อให้ไหมคะ” “ไม่เป็นไรหรอก พี่ไปกินเองก็ได้ แล้วออยล่ะกินหรือยัง” เธอสั่นหน้าแทนคำตอบ “งั้นไปกินข้าวกับพี่ไหม... พี่เลี้ยงเอง” น้องออยพยักหน้าตอบรับ... เออ วันนี้น้องออยแก้มสีชมพูเลย ผู้หญิงนับ -10. “พี่กลับไปก่อนนะหนิง” “ค่ะ เดี๋ยวหนูรอแถวนี้อีกแป๊บนึงแล้วกันนะ” พี่เอกคงงานยุ่งจนไม่ได้ออกมาทานข้าว วันนี้แหละ ถ้าพี่เอกชวนฉันไปดูหนัง ฉันจะไปดูกับเขา... มันสายเกินไปหรือเปล่านะ.. -- Forward Mail -- 14/3/2006 Trip to Koh Ta-Lu (เกาะทะลุ)11 March
After office hour, I went to Queen Sirikit National Convention Center. There was a Thai-Tour-Thai event locaated there.I bought a waterproof case for digital camera,DiCaPac (www.dicapac.com). It costed me 2000 Baht T__T, anyway it's proven it's worth already. Then I went to my relative's home.
12 March
Woke up since 6.00AM , Oh God! Normally I always wake up around 9.00AM - -''
Then went to the private bus, there were around 50 people joining this trip but most of them are over 50 year olds and there was NO cute girl/lady at all, what's a pity = =''
We departured since 8.00 AM but we arrived at 6.00PM, WTF!!!
I really hate this, I dont like to be on the bus/boat/plane for a very long period. Poor me.
13 March
Went to Koh Ta-Lu, took the ferry to the island. Swam in the sea above coral reef.
Took a lot of picture in the water. Went back to Bangkok with fever - -'' ได้ UK Work Permit แล้ว!!!หลังจากรอมานาน 1 เดือนเต็ม
และแล้วกระผมก็ได้ Work Permit ของ UK มาครอบครอง
เดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปยื่นขอตรวจ TB (วัณโรค) ที่ IOM ที่ตึกที่ทำงานเก่า
อีกประมาณ 30 วันก็จะไป London แล้วแต่ยังไม่ได้จัดกระเป๋าเลย
ข้อดี
ข้อเสีย
ปล. วันนี้เป็นวันวันคล้ายวันเกิดผมแหล่ะ
เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ป้าๆ ทั้งหลาย
มาอวยพรให้ผมเร๊วววววววว อย่าทำแบบนี้เลยครับ สาวๆทั้งหลายฝากถึงคุณผู้หญิงทั้งหลาย ไม่ว่าคุณจะมีใครแล้วหรือไม่ อย่าได้ทำแบบนี้กับผู้ชายที่เราไม่ได้คิดอะไรด้วย ไม่ว่าจะเป็น...
- โทรหาเวลาดึก ๆ เวลานี้มีไว้ให้คนพิเศษ อย่าโทรมาบ่อย ๆ ครั้งละนาน ๆ ผมจะพาลคิดเข้าข้างตัวเองไปใหญ่ - อย่าโทรหาเพื่อร้องเพลงให้ฟัง และให้เราช่วยร้องด้วย ถ้าผมถามว่าโทรไปร้องเพลงให้คนอื่นฟังบ่อยเหรอ อย่าตอบว่า "เปล่า เราโทรมาร้องให้เธอฟังคนเดียว" - อย่าเล่าเรื่องราวครั้งก่อนกับแฟนคนเก่า และอย่าพูดว่าตัวเองเหงา อยากมีใครสักคนให้ได้ยิน เพราะผมอาจจะอยากเป็นคน ๆ นั้น - อย่าบอกว่าชอบทำขนม และเมื่อผมขอให้ทำให้ทานบ้างก็อย่าตอบว่าได้ สำหรับผม การมีใครสักคนทำขนมให้ทานมันไม่ได้แปลว่าเพื่อนธรรมดา ๆ สักคนแล้ว - อย่าร้องไห้ให้ฟัง หรืออย่างน้อยก็อย่าทำเสียงให้ผมเข้าใจว่าคุณกำลังร้องไห้เสียใจอยู่ ผมอ่อนแอ และผมก็อยากจะช่วยคนที่กำลังอ่อนแอ แต่เวลานั้น ผมไม่มีอะไรป้องกันตัวเลย ถ้าคุณกำลังจะทำร้ายผม - อย่าคุยโทรศัพท์กับผมถึงเช้า ก่อนจะบอกอรุณสวัสดิ์พร้อมกับราตรีสวัสดิ์ ก่อนนอนผมจะคิดถึงและแม้แต่ในฝันก็คงมีภาพคนอื่นคนไหนไปนอกจากคุณไม่ได้ - อย่าพูดว่าอยากเจอ หรือถามว่าว่างวันไหน เพราะทุกครั้งที่คุณบอกว่าอยากเห็นหน้า ผมเอง... อยากจะพูดอย่างนั้นตั้งแต่เริ่มโทรศัพท์หาแล้ว - อย่าโทรหาผมตั้งแต่ผมยังไม่ตื่นนอน เพราะคุยกับคุณถึงเช้าเพื่อบอกว่าวันนี้เราเจอกันนะ ถ้าผมบอกว่ายังหลับอยู่เลย อย่าบอกผมว่าคุณจะรอที่นั่น... คุณอยากจะไปไหนก็ไปตามใจคุณดีกว่า หากคุณรอ... คุณก็กำลังจะได้ใจผมไปทั้งหมดใจแล้วนะ... - อย่าเดินเข้ามาใกล้ผม อย่าแตะมือ และอย่าคล้องแขน มันไม่ได้น้ำเน่าขนาดที่ว่าผมได้ยินเสียงหัวใจคุณเต้น แต่ผมจะได้ยินแต่เสียงหัวใจผมเต้น ผมเลยไม่รู้ได้หรอกว่า จริง ๆ แล้วคุณไม่ได้คิดอะไรกับผมเลย - ก่อนจะแยกกัน อย่าชวนผมไปหาอะไรทาน อย่าชวนผมไปเดินดูของ อย่าแม้แต่จะให้ผมไปส่งให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมอาจจะหาทางกลับมาคนเดียวไม่ได้อีกแล้ว... แต่ถ้าคุณได้ทำทุกข้อที่ไม่ควรทำ ขอร้องว่าหลังจากนั้นอย่าปล่อยให้ผมอยู่คนเดียว อย่าปล่อยให้สายที่ผมโทรหาดังจนตัด แล้วก็ไม่มีการโทรกลับ อย่าให้ SMS ทุกข้อความที่ส่งไปเงียบหายเหมือนกับไม่มีใครเป็นผู้รับ ถ้าไม่คิดจะให้ใครก้าวเข้ามาในชีวิตคุณ อย่าเข้ามาเกี่ยวมือผมให้เดินเข้าไปหา ปิดตา ให้กลางคืนฝัน แล้วก็จากไปเงียบ ๆ ไม่มีคำตอบว่าเพราะอะไร หรือว่าเวลาที่ผ่านไป ทั้งหมดนั่น มีแค่ฝ่ายเดียวที่คิดไปเอง เหมือนกับลมหนาวของปีนี้ ที่ผ่านเข้ามาแตะแค่ช่วง Christmas ให้รู้สึกดี คิดไปว่ามันจะยาวนาน ชวนฝันไปไกล ไม่ทันจะคิดว่ามันจะจบลงเร็วขนาดนั้นแบบไม่เข้าใจ แล้วลมหนาวก็จากไป เหมือนกับว่ามันไม่เคยผ่านมา... -- Credit : cookiecompany --
10/3/2006 รักหรือชอบรักหรือชอบ ถ้าไม่ว่างมาก หรือไม่เป็นคนคิดเล็กคิดน้อย คงไม่มาใส่ใจกับอะไรแบบนี้หรอก ..... และคงจะต้องมีเหตุการณ์อะไรมากระแทกใจ ไม่ก็มีเหตุให้ต้องมาค้นหาคำตอบ เพื่อความสบายใจของตัวเอง ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้น เราจะนิยามมันอย่างไร -- Forward Mail -- 9/3/2006 แอปเปิ้ลปลายยอดเดิมทีสำนวนสำหรับผู้หญิง(สูงวัย)และโสด เคยใช้กันติดปากว่า...."ขึ้นคาน"...หลังจากอ่านเรื่องนี้จบ คงต้องเปลี่ยนเป็น........"แอปเปิ้ลปลายยอด".... ดูดีทีเดียวเนอะ...คนไม่พยายามก็มักจะเอื้อมไม่ถึงกัน คุณผู้ชายทั้งหลายโปรดเปลี่ยนแนวคิดใหม่นะคะ... ใครหนอช่างคิดเสียจริง..คงโดนเรียกว่าขึ้นคานจนทนไม่ได้...
ผู้หญิงก็เหมือนลูกแอปเปิ้ล
Woman are like apples on trees. The best ones are at the top of the tree. ผู้หญิงก็เหมือนแอปเปิ้ลบนต้นไม้นั่นแหละ ลูกที่ดีที่สุดจะอยู่สูงที่สุด
The men don't want to reach for the good ones because they are afraid of falling and getting hurt.
พวกผู้ชายที่ไม่อยากหยิบลูกดีๆ ก็เพราะกลัวจะตกและเจ็บตัว Instead, they just get the rotten apples from the ground that aren't as good, but easy. ก็เลยหันมาเก็บลูกเน่าๆ ที่หล่นอยู่บนพื้นแทน ไม่ดีแต่ง่าย So the apples at the top think something is wrong with them, when in reality, THEY'RE amazing. แอปเปิ้ลสูงส่งด้านบนก็เลยคิดว่าชั้นมีอะไรไม่ดีเหรอ ในขณะที่ความเป็นจริงแล้ว พวกหล่อนออกจะดี เลิศ They just have to wait for the right man to come along, the one who's brave enough to climb all the way to the top of the tree. ก็แค่ต้องรอคอย ผู้ชายที่ใช่เท่านั้นแหละ ใครคนนั้นที่กล้าพอจะปีนสู่ยอดไม้มาเก็บเราไป YOU'RE A GOOD APPLE. สาวโสดทั้งหลาย เธอน่ะเป็นแอปเปิ้ลที่ดีต่างหาก (ไม่ใช่ไม่มีใครเอา)
-- จาก Forward Mail -- 8/3/2006 โลกกว้างเกินไป…หรือ…หัวใจเราแคบเกิน……..วันเวลาที่ผ่านมา ชั่วระยะเวลาหนึ่งของชีวิต ผู้คนมากมายผ่านเข้ามา บางคนผ่านมาเพียงเพื่อจะผ่านไป แต่บางคนกลับไม่เป็นเช่นนั้น..
จากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย ล่วงเลย ไปถึงกลายเป็นคนรักกัน
เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน สถานภาพทางความรู้สึกของเราก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย บางคนยังคงความเป็นคนแปลกหน้า ยังรักษาระยะห่างของการเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย หรือคนรักกันไว้ได้อย่างคงที่...
บางคน เปลี่ยนแปลงจากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนคุ้นเคย...จากคนเคยคุ้น กลายมาเป็น คนรักกัน .. ทำลายระยะห่างของความรู้สึกให้สั้นลงอย่างรู้สึกได้...และเมื่อนั้น เรื่องราวดี ๆ สวยงามทางความรู้สึกจึงเกิดขึ้น ..
แต่ในทางกลับกัน..ระยะห่างของบางคน อาจห่างไกลออกไปจนสุดหูสุดตา จากคนเคยรัก คนเคยคุ้น กลายเป็นแค่คนเคยรู้จัก .. กลายเป็นคนแปลกหน้าทางความรู้สึกไป ..
แน่นอนว่า ระยะห่างของคนรู้จัก กับ คนรัก ย่อมไม่เท่ากันเป็นแน่.. แต่นั่นแหละ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ.. ฉันเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของเวลา พอกับเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึก..ไม่มีมาตราวัดใด ๆ ที่จะใช้วัดระยะห่างของความรู้สึกได้ และระยะห่างในแต่ละสถานภาพทางความรู้สึกในแต่ละคนก็คงจะไม่เท่ากัน..เราระบุชัดไม่ได้ว่า 1 เท่ากับ 1 ในความรู้สึกของอีกคน 1 ในความรู้สึกของคนหนึ่ง อาจจะเป็น 100 ในความรู้สึกของอีกคนก็เป็นได้. .และในเมื่อการคบหากันเป็นปฏิสัมพันธ์ของคนสองคน เราจึงมองเห็นความไม่ลงตัว เห็นระยะห่างที่ไม่เท่ากันของคนสองคนได้เสมอ..
กับคนบางคน เราอยากเป็นมากกว่าคนรู้จัก เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรามันสั้นลง กับคนบางคน เราอยากเป็นน้อยกว่าที่เป็นอยู่ เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรายาวไกลออกไป..แต่กลับบางคนเรากลับอยากจะรักษา ระยะห่าง ตรงกลาง ไว้ให้คงที่ ไม่ให้ห่างหาย จางหนี หรือ เข้ามาใกล้จนเรารู้สึกอึดอัด..
เคยรู้สึกใช่ไหมว่า .. ขณะที่เราเดินเข้าหา บางคนกลับกำลังเดินหนี กับบางคนเรากำลังเดินหนี บางคนกลับเดินตาม...กับบางคนเราก็ต้องการระยะห่างประมาณหนึ่ง ไม่ต้องใกล้มาก แต่ไม่ต้องการห่างหายไปไหน..
ขณะที่บางคนวิ่งตาม ล้มลุกคลุกคลาน และเจ็บปวดกับระยะห่างของอีกคนที่ทิ้งไว้ตรงหน้า และขณะเดียวกันกับที่อีกคนก็วิ่งหนี โดยไม่คิดจะหันกลับมามองความเจ็บปวดของอีกคน อะไรก็เกิดขึ้นได้กับความรู้สึกคน.. เหนื่อยแสนเหนื่อย ล้าแสนล้า แต่สุดท้ายก็ยังพยายาม พยายามที่จะยื้อยุดฉุดดึงอยู่เช่นนั้น
บางคนปล่อยความรู้สึกของอีกคนไว้บนความห่าง ห่างจนลับตา ..ไม่เคยหันกลับมามองหรือรับรู้ความเป็นไปของอีกคน ..ไม่เคยรับรู้ว่า ระยะห่างที่เขาทิ้งไว้อีกคนมันสร้างความเจ็บปวดได้ประมาณไหน แต่ก็มีบางคนที่เหนื่อยล้ากับระยะห่างที่พยายามรักษาไว้เพียงแค่นั้น ไม่ต้องห่างไป แต่เข้าใกล้กว่านี้ไม่ได้...ต้องการเพียงเส้นขนานที่ไม่มีทางมาบรรจบ...
การทำลายระยะห่างของคนสองคนอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ได้ง่ายดายนักสำหรับอีกหลาย ๆ คน...บางคนพยายามมาเกือบทั้งชีว ิต..ระยะห่างที่ว่าก็ยังคงห่างอยู่เช่นเดิม..ขณะที่บางคนอยู่นิ่ง ไม่วิ่งหนี ไม่วิ่งตาม ปล่อยทุกอย่าง! ให้เป็นหน้าที่ของเวลา ไม่เรียกร้องให้เกิดความคาดหวัง ไม่ปล่อยละเลยจนเหมือนชาเฉย...ระยะห่างนั้นกลับขยับเข้ามาใกล้ราวปฏิหารย์
เอาใจช่วยสำหรับคนที่กำลังพยายามเดินเข้าหา ให้อีกคนหันกลับมามองบ้าง ระยะห่างจะได้สั้นลง พยายามต่อไป เพราะวันหนึ่งคุณอาจรู้สึกว่าความพยายามของคุณมิได้ไร้ค่า ร้องขอสำหรับคนที่กำลังเดินหนี ให้หันกลับมามองความรู้สึกของอีกคนบ้าง เพราะบางทีคุณอาจจะสูญเสียอะไรดี ๆ ไปเพราะระยะห่างที่คุณทิ้งไว้ให้อีกคน เห็นใจกับการรักษาระยะห่างให้คงที่สำหรับบางคน เพราะบางทีมันก็ทรมานมากกว่า การพยายามเดินเข้าใกล้หรือห่างหนี..เสียอีก..
แล้วคุณเล่า เคยนึกย้อนกลับมามอง ระยะห่าง ของคุณกับผู้คนรอบตัวกันบ้างไหม..เคยรู้สึกไหมว่า บางที ความห่างไกล กับ ระยะห่างของความรู้สึกกลับเป็นตัวแปรผกผันกัน เคยรู้สึกได้ถึงระยะห่างทั้งที่ตัวอยู่ใกล้ ๆ หรือรู้สึกใกล้กันแล้วทางความรู้สึกทั้งที่ตัวอยู่แสนไกล กันบ้างไหม.???
เคยคิดกันบ้างไหมว่า ระหว่างคนพยายามเดินหนี คนที่พยายามเดินตาม และคนที่พยายามยังไงระยะห่างกลับ! เท่าเดิม คนไหนเจ็บปวดไปกว่ากัน ...
....
หรือ…. อาจเป็นเพราะ .. โลกกว้างเกินไป หรือไม่... หัวใจเราแคบเกิน -- เอามาจาก forward mail -- 1/3/2006 ความหมายของคำว่า "เกรียน"ภาษาไทยวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่า เกรียน หากเปิดหาคำนี้ใน พจนานุกรรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หน้า 141 จะพบว่าถูกนิยามความหมายไว้ 3 ความหมายด้วยกันดังนี้ เกรียน ๑ [เกรียน] ว. สั้นเกือบติดหนังหัว ผิวหนังหรือ พื้นที่ เช่น ผมเกรียน หมาขนเกรียน หญ้าเกรียน เกรียน ๒ [เกรียน] ดู เลี่ยน ๑. เกรียน ๓ [เกรียน] น. แป้งซึ่งนวดด้วยน้ำร้อนแล้วไม่น่ายเป็นเม็ดปนอยู่ เม็ดนั้นเรียกว่า เกรียน; เรียกปลายข้าวขนาดเล็กว่า ข้าวปลายเรียน แต่วันนี้ผมไม่ได้มาพูดถึงคำนี้ตามที่พจนานุกรรมให้นิยามไว้หรอกนะครับ แต่ผมขอพูดถึงมันในแง่มุมของมนุษย์ Cyber กันดีกว่าเราจะมาค้นหาความหมายของมันกันและเมื่อรู้ความหมายแล้วอย่าลืมสำรวจตัวเองด้วยนะว่าคุณ “เกรียนหรือเปล่า” ต้นกำเนิดแห่ง เกรียน เกรียน คำนี้มีต้นกำเนิดมาจากที่ใดไม่มีหลักฐานระบุชี้ชัดได้ แต่ที่แน่ๆ บนศิลาจารึก หลักไหนๆ ก็คงไม่มีคำๆ นี้ปรากฏอยู่เป็นแน่ ผู้คว่ำวอร์ดในวงการณ์เกมบางคนบอกว่า พบเห็นคำนี้ครั้งแรกมาจากเกมออนไลน์ที่มีผู้นิยมเล่นสูงสุดเกมหนึ่ง ส่วนผู้คว่ำวอร์ดในวงการณ์บอร์ดบอกว่าเห็นครั้งแรกในเว็บซื้อขายแลกเปลี่ยนที่มีผู้ใช้มากที่สุดแห่งหนึ่ง ผมจึงไม่สามารถอ้างอิงได้ว่ามันมีต้นกำเนิดจากที่ใดกันแน่ รู้แต่เพียงว่าวันนี้มันถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย การขยายตัวของ เกรียน เกรียน ไม่ใช่คำด่าพร่ำเพรื่อเหมือนอย่างคำด่าอื่นๆ ที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแห่ง แต่เป็นคำที่ใช้ เฉพาะเจาะจงสำหรับกลุ่มคนประเภทหนึ่ง กลุ่มคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนพิเศษนักวิชาการบางท่านบอกว่า เป็นอาการของคนที่เสพหญ้ามากเกินไป จนคอโรฟิวในหญ้าไปอุดตันสมอง จนส่งผลให้การทำงานของสมองซีกขวา ซึ่งเป็นสมองด้านของเหตุผลและการเรียนรู้ หดตัวลง ในขณะที่สมองซีกซ้ายที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อารมณ์ขยายตัวใหญ่ขึ้น จึงส่งผลให้คนกลุ่มนี้ใช้แต่อารมณ์มากกว่าเหตุผลและการวิเคราะห์ไตร่ตรอง ดังจะพบพฤติกรรมดังกล่าวได้บ่อยๆ ในเกมออนไลน์ หรือตามเว็บบอร์ดทั่วไป สาเหตุที่ทำให้คำนี้เกิดการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นไม่ใช่เพราะมันถูกนำมาใช้เป็นคำแฟชั่นหากแต่กลุ่มคนปร ะเภทดังกล่าวขยายตัวมากขึ้นและลุกลามอย่างรวดเร็วจนยากที่จะหยุดยั้งได้ต่างหาก กลุ่มที่อยู่ในสภาวะ เกรียน หลายคนอาจจะเข้าใจผิดจนเหมารวมไปเลยว่า เกรียน คือ กลุ่มเด็ก ตั้งแต่ ป.1 จนถึง มัธยมปลาย ที่ตัดผมสั้นเกรียน สาเหตุที่หลายคนตีความแบบนั้นอาจจะเป็นด้วยลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นคือทรงผมที่เลี่ยนเกรียนติดหนังหัว ซึ่งความจริงแล้วตาม “กฎของ เกรียน” หรือ “เกรียน Law” นั้นลักษณะดังกล่าวเป็นเพียงรากศัพท์ของคำว่า เกรียน เท่านั้นเอง หากแต่ในความเป็นจริง ตามหลักของ “เกรียน Law” คือ “ความเกรียนไม่จำกัด ทรงผม อายุ เพศ หรือ ฐานะ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมในความเกรียนเหมือนกันหมด” ดังนั้นจึงพอจะสรุปได้ว่า สภาวะเกรียน เป็นสภาวะของพฤติกรรม ทางความคิด หาใช่ลักษณะทางกายภาพอย่างที่หลายคนเข้าใจกันไม่ ทำไมต้อง เกรียน หลังจากที่ได้ทำการศึกษาและค้นคว้าเป็นเวลาหลายวันผมได้พบว่า คำเหยียดสติปัญญาคำนี้เกิดขึ้นด้วยสาเหตุที่ว่า กลุ่มคนที่อยู่ในสภาวะเกรียนส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก และเป็นกลุ่มเด็กที่เล่นเกมออนไลน์ อาจจะด้วยเพราะเกมออนไลน์ในบ้านเรา เปิดกว้างมากจนเกินไป จนเกิดการกระจุกตัวทางการแสดงออกในสถานที่เดียวกัน จนเมื่อเด็กๆ เกิดการคลุกคลีกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมบ่อยๆ จึงดูดซึมพฤติกรรมเลวร้ายเหล่านั้นมาใช้โดยไม่มีคนคอยให้คำแนะนำ โดยพฤติกรรที่เราจะพบเห็นได้จากเด็กที่อยู่ในสภาวะเกรียนก็คือ การกระทำที่ไร้ความคิด พฤติกรรมไร้เหตุผล พฤติกรรมก้าวร้าวทางคำพูดและความคิด เมื่อเข้าสู่สภาวะเกรียนสมองซีกซ้ายจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งคนที่อยู่ข้างๆ ต้องเข้าระงับสติด้วยการ เบิร์ดกระบาล ซีกซ้ายซะหนึ่งที ก่อนที่อาการจะลุกลามถึงขั้น “โคบ้า” ถ้าเป็นพวกวิกฤติหนักๆ ก็อาจจะกลายเป็น “กระบือบ้า” ได้เหมือนกัน อาการที่เรียกว่า เกรียน - กลุ่ม เกรียน มักจะมีความเชื่อมั่นตัวเองสูงในจินตนาการ แต่ปฏิบัติตัวตรงกันข้าม อยากเทพแต่ทำตัว*** เกรียนประเภทนี้มีคนให้นิยามจำแนกออกมาเป็น กลุ่ม เทพเกรียน หรือ King of เกรียน หรือ เกรียน เหนือ เกรียน - กลุ่ม เกรียน มักจะมีความอดทนต่อสิ่งเร้าภายนอกน้อยกว่าบุคคลปกติ และควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ มักแสดงออกทางคำพูด มากกว่าทางความคิด หรือทีเรียกว่า “พูดโดยไม่คิด” ในบางรายจะชอบด่าทอผู้อื่นแบบไร้เหตุผล โดยเชื่อมั่นว่าตัวเองถูกเสมอ จนบางครั้งก้าวล่วงไปถึงบุพการีของผู้อื่น - ชาวเกรียนจะมีความสุขไปกับการ ด่าคนแบบไร้ เหตุผล และอดีนาลีนของชาวเกรียนจะสูบฉีดรุนแรงขึ้นเมื่อถูกด่าตอบ ชาวเกรียนมีพฤติกรรมที่ชอบเรียกร้องความสนใจ ดังจะพบได้ตามเว็บบอร์ด ในกระทู้ดักควายต่างๆ พอเห็นคนเข้ามาด่าก็นั่งยิ้มชื่นใจ จนกลายเป็นค่านิยมเสพติดของพวกเค้าไปแล้ว - อาการหนึ่งที่เห็นได้ชัดจาก กลุ่มเกรียนคือจะเป็นกลุ่มคนที่มี IQ และ EQ ต่ำ เนื่องจากไม่ค่อยชอบใช้ความคิด ชอบใช้แต่อารมณ์ สมองไม่สามารถดูดซึมเหตุผลเข้าไปได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องปลุกเร้าอารมณ์ก้าวร้าวจะตื่นตัวในทันที จะหลีกเลี่ยงสภาวะ เกรียน อย่างไร สภาวะเกรียนสามารถป้องกันได้โดยการสร้าง “ภูมิคุ้มกันโรคเกรียน” การแบ่งเวลาในการใช้ชีวิตประจำวันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคเกรียน การอ่านหนังสือ สะสมความรู้ ใช้สมองซีกขวาในการตัดสินใจ คิดวิเคราะห์ต่างๆ รู้จักระงับอารมณ์ การเป็นคนมีเหตุผล เปิดโอกาสในการรับฟังผู้อื่น เหล่านี้คือผู้ที่จะสามารถหลุดพ้นสภาวะเกรียนได้ นักวิชากรหลายท่านบอกว่า สภาวะเกรียนในเด็กจะหมดไปเมื่อพวกเค้าบรรลุนิติภาวะ แต่ในทัศนะของผมแล้ว การจะหลุดพ้นสภาวะเกรียนได้คุณจะต้องบรรลุนิติภาวะทางความคิด ไม่ใช่อายุ เพราะอย่าลืมว่า ความเกรียนมีอิสระเสรี สามารถเข้าสู่ทุกคนได้ หากคุณมีพฤติกรรมต่างๆ ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้วนั้นโปรดระลึกว่า สภาวะเกรียนได้ย่างกรายมาสู่คุณแล้ว อย่าปล่อยให้มันฝังรากเข้าสู่กมลสันดารของเราได้ รีบสะบัดมันให้หลุดพ้น ก่อนที่ชื่อของเราจะถูกเปลี่ยนเป็น “ไอ้เกรียน” Credit: BallTheOne BBS LN2 board 12/1/2006 Cool program for gamer >> OfflineList>>OfflineList<<
current version is 0.7.1c (as of 12 Jan 06)
you can get it from here http://offlinelist.free.fr
go to download section and get it.
IMHO It is very useful program.
You can see the (almost) up-to-date game list of any kind of game consoles.
You can also download the boxart and screen shot as well.
It provides the automatically update feature. So you dont need to bother youself to find a new DAT file every week.
Instruction
First. You have to install the program
Second. go to http://retrocovers.com/advanscene/ browse for the DAT then download and unzip it.
Third. Open OfflineList and import the file you just downloaded.
Fourth. Update the list and get the pictures.
That's all.
Very easy and also very cool right?
Credit : http://offlinelist.free.fr
PS. Sorry for my bad English. |
|||||||||||
|
|